voice of peace

หยดน้ำหยดหนึ่งแห่งสติ "เยียวยาจิตใจ เยียวยาบ้านเมือง" โดย พระไพศาล วิสาโล

ปรับปรุงจากการสัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล โดย หัทยา วงศ์กระจ่าง  รัชชพร เหล่าวานิชย์ สถานีวิทยุ FM101 วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๒.๑๕ น.

พิธีกร พระอาจารย์คะ หลายคนตอนนี้พูดกันเรื่องของการเยียวยา ในมุมของพระอาจารย์อย่างแรกที่ควรจะทำคืออะไรคะ

พระไพศาล การเยียวยาต้องทำทั้งสองฝ่าย ได้แก่ บุคคลที่มีความเจ็บปวด และบุคคลที่อยู่รอบข้างเขา อย่างแรกที่ควรทำ คือไม่ซ้ำเติมทับถมกันและกัน เพราะคงทราบดีอยู่แล้วว่าตอนนี้มีความแตกแยกสูงมาก ภาพที่ออกมาในสายตาของคนทั่วไปก็คือมีฝ่ายหนึ่งแพ้ ฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายที่แพ้จึงถูกมองว่าเป็นจำเลยสังคม ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย อาตมาคิดว่าถ้าเขารู้สึกว่าถูกทับถมถูกซ้ำเติม  การเยียวยาก็คงเกิดขึ้นได้ยาก มีแต่ความโกรธความเจ็บแค้นมากขึ้น

ประการที่สอง  ผู้คนรู้สึกเจ็บปวดเพราะเขาสูญเสีย เพราะเขาถูกกระทำ ความสูญเสียนั้นอาจจะไม่ใช่แค่ความสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง แต่มีการเสียชีวิตด้วย ถ้าหากคนรอบข้างรับรู้ความทุกข์ของเขา เข้าใจความเจ็บปวดของเขา ก็จะช่วยเขาได้เยอะเลย  ทำนองเดียวกับในยามปกติเวลามีใครสูญเสียคนรัก อาจจะเพราะโรคภัยไข้เจ็บหรืออะไรก็แล้วแต่ เพียงแค่มีใครสักคนมานั่งอยู่ใกล้ๆ  แล้วรับฟังความทุกข์ของเขา ฟังเขาระบาย ก็จะช่วยเยียวยาจิตใจของเขาได้เยอะ

อาตมาคิดว่าผู้ที่สูญเสียต้องการกัลยาณมิตร ที่พร้อมเปิดใจเวลารับฟังความทุกข์ของเขา  ให้เขาได้เล่าถึงความเจ็บปวดของเขา ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรก็แล้วแต่ ทุกคนต้องการสิ่งนี้ แล้วก็ควรมีพื้นที่ให้เขาได้พูดด้วย ให้เขาได้พูดอย่างเต็มที่โดยมีคนรับฟัง มันจะช่วยเยียวยาจิตใจเขาได้อีกทางหนึ่ง

ประการที่สามก็คือ การให้อภัย อันนี้ไม่มีใครทำให้ได้นอกจากเจ้าตัว ถ้าเจ้าตัวให้อภัยไม่ได้ก็ยังมีความเจ็บแค้นอยู่

พิธีกร ในมุมของการให้อภัย ดิฉันว่า มันยากมากเลย เพราะว่าเท่าที่เราฟังอยู่ตามสื่อที่ติดตามอยู่ในระยะหลังๆ หลายคนบอกว่า สภาพการณ์ที่เราเห็นอยู่ในสองสามวันที่ผ่านมา ทั้งเผาทั้งยิง อะไรต่อมิอะไรที่เขาได้รับผลกระทบนี่เขารู้สึกว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ เราจะยอมให้อภัยคนที่ทำสิ่งนี้เหรอ ในแง่ตรงนี้มันน่าเป็นห่วง

พระไพศาล  ยาก แต่ว่าควรทำสองข้อแรกที่อาตมาว่าก่อน อาตมาพูดเป็นขั้นๆ ไป ขั้นแรกคือว่าอย่าทับถมซ้ำเติมเขา ขั้นที่สองคือว่าเปิดโอกาสให้เขาได้พูดได้ระบาย ไม่ต้องไปแทรกแซงขัดขวาง ให้เขารู้สึกว่าเขามีคนที่เข้าใจเขา

พิธีกร หมายถึงว่า ระบายทั้งสองฝ่ายใช่ไหมคะ

พระไพศาล ให้เขาระบายโดยมีคนฟังที่เป็นกลางนะ ต้องฟังนิ่ง ๆ และรับรู้ความต้องการเขา อันนี้เป็นวิธีการเยียวยาที่ทำกันทั่วไปเมื่อมีใครสูญเสียคนรัก  เวลาใครประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย  ถ้ามีคนมานั่งฟัง ไม่ต้องสอน ไม่ต้องเทศนา แค่ฟังเฉยๆ รับรู้ความทุกข์ของเขา มันจะช่วยได้มาก ส่วนที่สามเป็นเรื่องยากมาก  แต่การให้อภัยมันเป็นผลดีต่อตัวเราเอง เพราะว่าเวลาใจเรามีบาดแผลเนื่องจากมีคนมาทำร้าย มาทำให้เจ็บปวด การให้อภัยจะเป็นเหมือนยาสามัญประจำใจ  ที่จะสมานแผลได้ ถ้าเราไม่มียาขนานนี้แผลก็จะเรื้อรัง ยิ่งเจ็บช้ำใจ

แต่อาตมาคิดว่าก่อนจะมาถึงเรื่องการให้อภัย ต้องมีกระบวนการอย่างอื่นอีก เช่น เรื่องของความจริงความยุติธรรม อันนี้ต้องทำให้เกิดขึ้น  ทุกประเทศทั่วโลกเวลามีความสูญเสียเกิดขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งและมีการทำร้ายกัน วิธีหนึ่งที่เขาใช้กันก็คือการทำความจริงให้ปรากฏ  ไม่ว่าจะเป็นอาฟริกาใต้ อาร์เจนติน่า ไอร์แลนด์เหนือ เขาจะต้องทำความจริงให้ปรากฏว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง หรือชีวิต มีสาเหตุจากอะไร ใครต้องรับผิดชอบ เสร็จแล้วก็นำผู้ผิดนั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นนปช. เป็นนักการเมือง หรือเป็นทหารก็ตาม  

กระบวนการนี้บางทีใช้เวลานาน  ในอาฟริกาใต้เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ๒๐- ๓๐ ปี เขายังรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ในอาร์เจนติน่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๐ เขาก็รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผ่านไป ๓๐ ปีก็ยังไม่สาย มันช่วยเยียวยาได้แม้ว่าจะต้องใช้เวลา แต่ก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำแล้วมันก็จะเป็นแผลที่ฝังลึก กระบวนการที่ว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้สูญเสียได้ระบายความทุกข์ อย่างเช่นในอาฟริกาใต้มีคนคนหนึ่งถูกทรมานจนตาบอด แกเป็นคนดำ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคนขาวทรมานตาบอด เมื่อแกได้ขึ้นศาล เพื่อพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก แกก็ได้เล่าความทุกข์ของแกให้คนอื่นได้ฟัง   เมื่อเล่าเสร็จแกบอกว่ารู้สึกเหมือนได้มองเห็นอีกครั้งหนึ่ง  ที่ผ่านมาแกรู้สึกแย่มากที่ไม่มีโอกาสเล่าเรื่องของแกให้ใครฟัง แต่เมื่อศาลเปิดโอกาสให้แกได้พูดเต็มที่  จิตใจของแกก็ได้รับการเยียวยา มันช่วยได้เยอะ อันนี้จะนำไปสู่การให้อภัยได้

พิธีกร เท่าที่อ่านงานของหลวงพี่ หลวงพี่พยายามพูดถึงเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย กติกามารยาท อันนั้นตรงนี้พอเราเข้าสู่กระบวนการแล้ว หมายถึงว่าทุกคนควรจะได้รับโทษตามกฎหมายด้วยไหม

พระไพศาล อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นพ้องต้องกันของสังคม อย่างที่อาฟริกาใต้คณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการเพื่อความจริงและความปรองดอง  เขามีกติกาอยู่ข้อหนึ่งว่า ใครที่สารภาพผิดจะได้รับการยกโทษให้  ได้รับนิรโทษกรรม แต่ใครที่ไม่สารภาพผิด จะถูกนำตัวขึ้นศาล  เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างที่อาตมาเล่าเมื่อกี้ ถ้าผิดก็จะถูกลงโทษ อาตมาคิดว่าอย่างแรกเลย คนต้องการความจริงและความยุติธรรม เสร็จแล้วจะลงโทษผู้ผิดหรือไม่ก็แล้วแต่ บางประเทศมีการนิรโทษกรรม เราก็คงทราบว่าบ้านเมืองเราเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง เพราะว่ามีการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาลกับคอมมิวนิสต์  รัฐบาลเรียกคอมมิวนิสต์ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย อย่างนี้ผิดกฎหมายแน่นอน ผิดกฎหมายอาญา แต่ว่าในที่สุด รัฐบาลก็อ้าแขนรับคนเหล่านี้เข้ามาสู่เมือง โดยไม่มีการเอาผิด เพราะเห็นว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะลดความขัดแย้ง และลดโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมือง วิธีการนี้ก็ไม่มีที่ไหนทำกันนะ แต่ว่าเมืองไทยก็ทำสำเร็จมาแล้ว โดยคนที่ทางการเรียกว่าผู้ก่อการร้ายสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ อันนี้อาตมาคิดว่าเป็นความชาญฉลาดของสังคมไทย ซึ่งทำให้ความขัดแย้งอย่างรุนแรงคลี่คลายไปได้อย่างสันติ ตรงนี้อาตมาคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเอามาใช้ได้

พิธีกร ในส่วนของบทความของพระคุณเจ้าท่อนหนึ่งเขียนว่าเยียวยาด้วยความยุติธรรม อยากให้ช่วยขยายความตรงนี้สักนิดหนึ่งค่ะ

พระไพศาล อาตมาได้พูดเมื่อกี้ว่าความจริงและความยุติธรรมจะช่วยเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียได้ ผู้สูญเสียนอกจากจะต้องการบอกให้สังคมรู้ว่าเขาเจ็บปวดอย่างไร เขาต้องการมีคนฟังแล้วก็ยังต้องการรู้ว่าใครทำให้เขาเดือดร้อนอย่างนี้ เขายังต้องการให้คนที่ทำให้เขาเดือดร้อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นี่คือความหมายของคำว่าเยียวยาด้วยความยุติธรรม แต่ว่ามันเป็นกระบวนการระยะกลางเพราะกว่าจะเห็นผลว่าใครผิดใครถูกก็ใช้เวลานานเป็นหลายเดือน ก็ต้องมีวิธีการเยียวยาเฉพาะหน้าด้วย

พิธีกร ตอนนี้ในแง่มุมพระอาจารย์เรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องทำคืออะไรคะ

พระไพศาล อาตมาได้พูดไปเบื้องต้นว่า หนึ่งอย่าทับถมกัน สองเปิดโอกาสให้เขาได้พูด ได้ระบายความทุกข์ของเขาและมีคนฟัง ให้เขารู้สึกว่ามีคนเข้าใจความทุกข์ของเขา เข้าใจความสูญเสียของเขา ถ้าเขาไม่มีโอกาสระบายจะรู้สึกแย่มากเลย อาตมาพูดว่าหลายคนที่เขาสูญเสีย โดยเฉพาะฝ่ายที่เป็นนปช.  เขาไม่มีโอกาสได้ระบาย ทั้งๆที่เขามาชุมนุมโดยสงบ อาตมาคิดว่าส่วนใหญ่มาชุมนุมโดยที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง อาจจะผิดกฎหมาย อันนี้ก็ว่ากันไป แต่ว่าคนที่เขาสูญเสีย  คนรักของเขาตายจากไปเพราะถูกยิง หลายคนไม่ได้จับอาวุธ บางคนตายเพราะไปช่วยเพื่อนของเขาที่ถูกยิง แต่พอไปช่วยก็ถูกยิงตาย บางคนเป็นผู้ช่วยพยาบาล บางคนเป็นอาสาสมัครพยาบาล  เขาต้องการรู้ว่าเขามาเรียกร้องด้วยความสงบแต่ทำไมต้องลงเอยแบบนี้  จริงอยู่บางคนอาจจะเผายาง  แต่เขาไม่ได้จับอาวุธ เขาก็ไม่สมควรตาย อย่างมากก็ติดคุก ๕ ปี ๑๐ ปีก็ว่ากันไป อาตมาคิดว่าเรื่องราวอย่างนี้เขาไม่มีโอกาสได้พูด เขาได้กลายเป็นจำเลยของสังคมไปแล้ว แต่ถ้าเขาไม่ได้พูดเขาก็จะเกิดความคับแค้นในจิตใจ ก็จะกลายเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต

พิธีกร สังคมไทยตอนนี้ พระอาจารย์มองว่าด้วยสภาพการณ์แบบนี้ เห็นภาพข่าวหนังสือพิมพ์ และอีกหลายรายการนักข่าวเหมือนกับว่า ที่พูดถึงเสื้อแดงในทางเสียๆ หายๆ ในทางที่เป็นจำเลยของสังคม มันจะมีโอกาสที่ทำให้เราจะสามารถกลับมาสงบสุขหรือว่าเราต้องลดทอนในมุมนี้ลงให้มันเบาลงกว่านี้ไหมคะ

พระไพศาล  ต้องพูดแบบแยกแยะ ใครที่เผาเมือง ใครที่จับอาวุธ อันนี้เราก็ต้องวิจารณ์กันไป จะต้องไม่ละเว้น เพราะว่าเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่อาตมาคิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนส่วนน้อย เพราะคนที่ประท้วง ๕,๐๐๐ – ๖,๐๐๐ คน เขาไม่ได้ทำอย่างนี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพื้นที่รอบนอกมีการปะทะกัน มีการใช้กำลังอาวุธ มีการใช้ระเบิดขวด เท่าที่ฟังจากการสัมภาษณ์ของชาวบ้านที่ชุมนุม หลายคนเขาไม่รู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้นแถวบ่อนไก่ แถวราชปรารภ คือคนที่อยู่ที่ราชประสงค์เขาไม่มีสื่ออะไรที่จะรับรู้เลย  บ่ายวันที่ ๑๙ หลายคนงงมากเลย ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดีๆ ทหารถึงบุกกันมามากมายอย่างนี้ อาตมาคิดว่าเราต้องแยกแยะว่าคนเหล่านี้เขาไม่รู้เรื่อง เขาอาจจะแค่มาชุมนุม มาตามสิทธิที่เขาพึงมีพึงได้ บางคนบอกว่าเขาถูกหลอกมาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เขาไม่ได้จับอาวุธ ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ก็ไม่ควรจะกล่าวซ้ำเติมว่าเขาเป็นผู้ร้ายที่เผาบ้านเผาเมือง อาตมาคิดว่าต้องกล่าวแบบแยกแยะ

พิธีกร แล้วมาถึงจุดนี้เรายังสามารถกลับมาสมานฉันท์ รักกันได้เหมือนเดิมอีกไหมคะ มันจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการเยียวยาแค่ไหนกัน

พระไพศาล อาตมามีความหวังนะ เพราะว่าอาตมาเคยผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลา มา หลังวันที่ ๖ ตุลา  หลายคนรู้สึกหดหู่ สิ้นศรัทธาในมนุษย์ ไม่มีความหวังกับบ้านเมือง เพราะสงครามกลางเมืองกำลังจะเกิดขึ้น แต่ว่าเราก็ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้โดยที่ไม่มีสงครามกลางเมืองและผู้คนก็กลับมารักกัน ที่เคยเป็นซ้ายเป็นขวา เคยจับปืนสู้กันก็กลับมาเป็นเพื่อนกัน อยู่พรรคการเมืองเดียวกัน อยู่ในรัฐบาลเดียวกัน เล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกัน ร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน อาตมาเชื่อว่าวันนี้คนที่เป็นศัตรูกันในนามของเหลืองและแดงหรือ แดงกับไม่แดง ในวันข้างหน้าก็จะกลับเป็นเพื่อนกันได้

ไม่ต้องพูดไกล อเมริกากับเวียดนามเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วก็ทำสงครามกันนานเกือบ ๓๐ ปี คนเวียดนามตาย ๒-๓ ล้านคน คนอเมริกันตายไปครึ่งแสน แต่ทุกวันนี้ก็กลับมาเป็นมิตรกันได้ อาตมามีความหวังว่าเราจะกลับมาคืนดีกันได้ และบ้านเมืองก็จะมีความสว่างไสวเหมือนเดิม คือมองในแง่ประวัติศาสตร์แล้วไม่มีอะไรที่จะทำให้เราหมดหวัง

พิธีกร จะฝากอะไรถึงประชาชนคนไทยไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีไหน ไม่ว่าจะใครก็ตามเพื่อที่จะให้มีกำลังใจในการที่จะเยียวยาจะฟื้นฟูประเทศชาติคะ

พระไพศาล ที่ผ่านมาเราก็ใช้พลังและทรัพยากรในการทะเลาะวิวาท  ในการสร้างความร้าวฉานกันมามากแล้ว  วันนี้อาตมาอยากให้เรามาร่วมมือกันทำสิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง อย่างที่เราทำกันเมื่อวานที่กรุงเทพ อาตมาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลย แต่นอกจากช่วยกันกวาดขยะและเศษซากต่าง ๆ ในกทม. หรือในเมืองแล้ว  อยากให้เราช่วยกันกำจัดขยะในใจเราด้วย ได้แก่ความโกรธความเกลียด ความเคียดแค้นพยาบาท  และช่วยกันขจัดความเศร้าหมองหดหู่ในใจของเพื่อนเราด้วยไม่ว่าเขาจะสีอะไรก็ตาม อาตมาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องปลดป้าย ที่ผ่านมาเราติดป้ายให้แก่กันและกันเยอะมาก ติดป้ายว่าเป็นเหลืองเป็นแดง เราเลยไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลดป้ายที่ประทับให้กับคนอื่น  เพื่อที่เราจะได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันแล้วเราจะรักกันได้มากขึ้น เพราะเราเป็นคนไทย และส่วนใหญ่เราก็เป็นชาวพุทธเหมือนกัน เรารักในหลวงเหมือนกัน น่าจะเป็นเหตุผลให้เรารักกันมากกว่าทะเลาะเบาะแว้งกัน อาตมาเชื่อว่าเราจะทำได้

หยดน้ำหยดหนึ่งแห่งสติ การใช้ความรุนแรงระงับความรุนแรง โดยพระไพศาล วิสาโล

พระไพศาล วิสาโล ได้แสดงทัศนะในเฟซบุ๊คของท่าน ตอบผู้ที่แสดงความเห็นว่าน่าจะใช้ความรุนแรงเพื่อเป็นการระงับความรุนแรง เครือข่าย ฯ เห็นว่าเป็นทัศนะที่มีคุณค่าแ่ก่การพิจารณา จึงขอนำมาแบ่งปัน
----------------------------------------------------------------

พระพุทธองค์ปฏิเสธความรุนแรงทุกชนิด แม้จะถูกกลั่นแกล้ง ก็ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง มิหนำซ้ำยังทรงสอนให้มีเมตตาต่อคนที่กลั่นแกล้ง

ในชาดกจะมีเรื่องราวที่เน้นหลักธรรมดังกล่าวมาก อาทิ ขันติวาทีชาดก ซึ่งเป็นเรื่องของดาบสชื่อขันติวาทีซึ่งถูกพระราชาทำทารุณกรรม พระราชานั้นไม่พอใจที่นางสนมพากันไปสนทนากับดาบสในอุทยาน จึงต้องการทดสอบว่าดาบสผู้นี้จะมีขันติสมชื่อหรือไม่ สิ่งที่พระราชาทำกับดาบสผู้นี้ก็คือ ตัดมือ เท้า ใบหู และจมูก แต่ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงใด ขันติวาทีมิได้โกรธแค้นหรือมีจิตประทุษร้ายพระราชาแม้แต่น้อย กลับให้อภัยและอวยพรพระราชาว่า “พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้า ใบหู และจมูกของข้าพเจ้า ขอให้พระราชาพระองค์นั้นจงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน บัณฑิตทั้งหลายเช่นอาตมาไม่โกรธเคืองเลย”

ชาดกอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือมหากปิชาดกซึ่งเป็นเรื่องของพญาวานรที่ช่วยพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งหลงป่าและพลัดตกไปในซอกเขา พญาวานรนั้นได้ไต่ไถวัลย์ลงไปช่วยพาพราหมณ์ผู้นั้นขึ้นมาจากซอกเขา ใช่แต่เท่านั้นยังรับอาสาพาพราหมณ์ออกจากป่า แต่ระหว่างทางได้ขอนอนพักเอาแรง ปรากฏว่าพราหมณ์มีจิตคิดร้าย ต้องการฆ่าพญาวานรเพื่อเอาเนื้อมากินเป็นอาหารและเป็นเสบียงสำหรับเดินทาง พราหมณ์ได้เอาหินทุ่มที่กระหม่อมของพญาวานร แต่พญาวานรไม่ตาย ลุกขึ้นมาด้วยความเสียใจ และขอร้องด้วยน้ำตานองหน้าว่า “ท่านอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ” นอกจากจะไม่โกรธแล้ว พญาวานรยังเป็นห่วงและมีเมตตาจิตต่อพราหมณ์ผู้นั้น โดยกล่าวว่า “ขอท่านอย่าประสบเวทนาอันเผ็ดร้อนเลย ขอบาปธรรมอย่าได้ฆ่าท่านเหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่เลย”

ทั้ง ๆ ที่เกือบถูกฆ่าตาย แต่พญาวานรซึ่งตัวอาบไปด้วยเลือดยังทำตามที่ตั้งใจไว้ คือพาพราหมณ์ผู้นั้นเดินออกจากป่าจนถึงถิ่นมนุษย์ แต่ก็ไม่ลืมที่จะขอให้พราหมณ์เดินตามหลังห่าง ๆ เพราะไม่ไว้ใจพราหมณ์ผู้นั้นเสียแล้ว

มีพุทธภาษิตที่คนไทยอาจได้ยินอยู่บ่อย ๆ เช่น

ชนเหล่าใดผูกใจเจ็บว่า “มันด่าเรา มันทุบตีเรา มันเอาชนะเรา มันขโมยของเรา”
เวรของพวกเขา ไม่มีทางระงับได้
ชนเหล่าใดไม่ผูกใจเจ็บว่า “มันด่าเรา มันทุบตีเรา มันเอาชนะเรา มันขโมยของเรา”
เวรของพวกเขา ย่อมระงับได้
แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้ เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นกฎตายตัว

ที่จริงอย่าว่าแต่การตอบโต้ด้วยความรุนแรง แม้แต่ความโกรธเกลียดต่อคนที่ใช้ความรุนแรงกับเรา พระองค์ก็ไม่สรรเสริญ ดังตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย หากพวกโจรผู้ประพฤติต่ำทราม จะพึงใช้เลื่อยที่มีที่จับ ๒ ข้างเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้มีจิตคิดร้ายแม้ในโจรพวกนั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น แม้ในข้อนั้นเธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า จิตของราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ เราจักแผ่เมตตาจิตไปให้บุคคลนั้น และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนไปยังสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า อันเป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นอยู่

หยดน้ำแห่งสติ "อย่าให้ถูกกลายเป็นผิด ข้อคิดสำหรับผู้มุ่งมั่นปกป้องความถูกต้อง" โดยพระไพศาล วิสาโล

อย่าให้ถูกกลายเป็นผิด ข้อคิดสำหรับผู้มุ่งมั่นปกป้องความถูกต้อง
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เกาหลีใต้

หญิงสาวผู้หนึ่งพาหมาออกไปนอกบ้าน จู่ ๆ มันเกิดทนไม่ไหว ถ่ายของเสียกลางถนน ตามกฎหมายเจ้าของมีหน้าที่ต้องเก็บของเสียเหล่านั้นให้หมด แต่เธอแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ คงเพราะคิดว่าไม่มีคนเห็น แล้ววันหนึ่งเธอก็พบว่าภาพของเธอไปปรากฏทางอินเตอร์เน็

เป็นคราวเคราะห์ของเธอที่มีคนเห็นพฤติกรรมของเธอ ด้วยความร่วมมือของผู้ใช้เว็บทั่วประเทศ ในที่สุดก็สืบพบจนได้ว่าเธอเป็นใคร ทำงานที่ไหน ทันทีที่ภาพและข้อมูลของเธอปรากฏที่เว็บไซต์ ผู้คนจากทั่วสารทิศก็พากันประนามเธอทางเว็บบอร์ด แม้แต่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่เธอทำงานก็ท่วมท้นด้วยข้อความก่นด่าจากประชาชนที่ไม่พอใจ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่หญิงผู้นี้ติดอันดับหนึ่งของผู้ที่วงการอินเตอร์เน็ตจงเกลียดจงชังมากที่สุด ครอบครัวและมหาวิทยาลัยของเธอพลอยได้รับความอับอายไปด้วย ในที่สุดเธอก็ถูกกดดันให้ลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีใครรู้ว่าฝันร้ายจะตามมาหลอกหลอนเธออีกนานเท่าใด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหญิงผู้นี้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่ควรแล้วหรือที่เธอจะถูกลงทัณฑ์จากคนทั้งประเทศอย่างนั้น แม้เธอจะไม่ถูกจำคุก แต่ก็ตกนรกทั้งเป็นไปแล้ว ข้อที่น่าสงสัยก็คือมีอาชญากรหรือคนโกงบ้านกินเมืองสักกี่คนที่ถูกรุมประนามเท่า ๆ กับเธอ ทั้ง ๆ ที่ความผิดของเธอมีเพียงแค่การไม่เก็บขี้หมาเท่านั้น

เป็นเรื่องน่าสรรเสริญที่ประชาชนมีสำนึกในหน้าที่ต่อส่วนรวม ไม่ยอมปล่อยให้พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องผ่านเลยไป แต่การลงโทษจนเกินขีดขั้นของความผิด ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะยอมรับได้ ถึงที่สุดเราจำเป็นต้องมาถามว่า ระหว่างคนที่ไม่เก็บขี้ที่หมาของตนถ่ายทิ้งไว้ กับคนที่ก่นด่าผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจนเขาเสียผู้เสียคนไปนั้น ใครกันแน่ที่ทำผิดมากกว่ากัน?

การใส่ใจกับความถูกความผิดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไปเอาเป็นเอาตายกับความถูกความผิดมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นเรื่องไม่ดีไปได้ เพราะสามารถนำไปสู่การลงทัณฑ์ที่เกินขอบเขต และบางครั้งอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมที่สวนทางกับหลักการหรือความถูกต้องที่ตนเชื่อก็ได้

คนเราจำเป็นต้องยืนหยัดในความถูกต้อง แต่ถ้ายึดมั่นกับมันมากเกินไป จนไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากความถูกต้องดังกล่าว เมื่อเห็นใครทำสิ่งที่สวนทางกับความถูกต้องนั้น ความโกรธเกลียดก็เกิดขึ้นได้ง่าย และเมื่อปล่อยให้ความโกรธเกลียดลุกลามไปแล้ว นอกจากตัวเองจะทุกข์เพราะถูกไฟเผาลนจิตใจแล้ว ยังสามารถเผลอทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ง่าย ๆ ชนิดที่ตรงข้ามกับความถูกต้องที่ตนยึดถือ

ดังนั้นลำพังการยึนหยัดหรือยึดถือความถูกต้องอย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้องมีอย่างอื่นเข้ามากำกับหรือควบคุมให้การยึดถือความถูกต้องนั้นเป็นไปอย่างพอดี ไม่เกินเลย หรือเบี่ยงเบนไปจนเกินผลเสีย สิ่งนั้นได้แก่สติ สติช่วยให้เราไม่ลืมตัวจนเผลอทำสิ่งที่ตรงข้ามกับความถูกต้องที่ยึดถือ และช่วยให้เราไม่ยึดมั่นกับความถูกต้องจนลืมนึกถึงสิ่งอื่น ถ้าหากนักท่องเว็บมีสติเขาย่อมรู้ว่าหญิงที่ไม่เก็บขี้ที่หมาของตนถ่ายนั้นไม่ได้ทำความผิดอุกฉกรรจ์ชนิดที่จะต้องกดดันให้จมธรณี

นอกจากสติแล้ว เมตตาก็จำเป็นเช่นกัน ถ้าไม่มีเมตตาแล้ว ความดีหรือความถูกต้องที่เรายึดถืออาจกลายเป็นอาวุธที่ประหัตประหารผู้คนให้ตายทั้งเป็นได้ ความดีหรือความถูกต้องที่ไม่มีเมตตากำกับย่อมเป็นสิ่งอันตราย เพราะอาจกลายเป็นเครื่องมือให้ความโกรธเกลียดไปทำร้ายใครก็ได้

หยดน้ำหยดหนึ่งแห่งสติ หยุดforword mail เรื่องความขัดแย้ง by Kedsuda Suankeow: A FanPage

สิ่งที่ฉันทำได้ ณ ขณะนี้
หยุด forword mail เรื่องความขัดแย้งทุกด้าน
หยุดอ่านข้อความหรือคำเชิญชวนให้แตกแยก
หยุดประนามทุกฝ่าย
หยุดถ้อยคำอันแสดงถึงความโกธเกลียด
ให้อภัย...กับสิ่งที่ได้เกิดไปแล้ว
ให้เวลา.....ได้เยียวยาความเจ็บปวด
ให้โอกาส....ได้แก้ไขสิ่งที่พลาดพลั้ง
เปิดใจเรียนรู้กับความเปลี่ยนแปลง
เชื่อมั่นว่าสันติวิธีมีหนทางหากเราแสวงหา

หยดน้ำหยดหนึ่งแห่งสติ "หลวงพ่อโตหย่าศึก" โดยพระไพศาล วิสาโล

หลวงพ่อโตหย่าศึก

หลวงพ่อโตหรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆัง เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฎก แม้ท่านจะไม่เคยเข้าสอบแปลหนังสือเป็นเปรียญ แต่ชาวบ้านก็เรียกท่านว่าพระมหาโตมาตั้งแต่บวช ใช่แต่เท่านั้น ท่านยังได้รับคำชมจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก) แห่งวัดมหาธาตุซึ่งเป็นสำนักที่หลวงพ่อโตเคยไปเข้าเรียนครั้งยังเป็นพระหนุ่มว่า “ขรัวโตเขามาแปลหนังสือให้ฟัง เขาไม่ได้มาเรียนหนังสือกับฉันดอก”

อย่างไรก็ตามท่านมิใช่พระที่แม่นยำเฉพาะตัวหนังสือหรือคัมภีร์ หากยังน้อมนำธรรมะจนกลายเป็นเนื้อเป็นตัวของท่าน ทำให้ชีวิตของท่านเป็นไปอย่างโปร่งเบาและอิสระไม่ติดกับกฎประเพณี ทั้งไม่ถือความนิยมของผู้อื่นเป็นใหญ่

คราวหนึ่งพระในวัดของท่านโต้เถียงกันถึงขั้นด่าท้าทายกัน พอท่านเห็นเหตุการณ์ ท่านก็เข้าไปในกุฏิ จัดดอกไม้ธูปเทียนใส่พาน แล้วเดินเข้าไปในระหว่างคู่วิวาท ลงนั่งคุกเข่าถวายดอกไม้ธูปเทียนให้พระทั้งคู่แล้วกล่าวว่า
“พ่อเจ้าพระคุณ พ่อจงคุ้มฉันด้วย ฉันฝากตัวกับพ่อด้วย ฉันเห็นจริงแล้วว่าพ่อเก่งเหลือเกิน เก่งพอได้ เก่งแท้ ๆ พ่อเจ้าประคุณ ลูกฝากตัวด้วย”

ผลคือพระทั้งคู่เลิกทะเลาะกัน หันมาคุกเข่ากราบท่าน ท่านก็กราบตอบพระ ทั้งหมดกราบและหมอบกันอยู่นาน

ได้ยินเรื่องนี้แล้วชวนให้นึกถึงเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ แต่น่าสงสัยว่าหากบุคคลอย่างหลวงพ่อโตมาขอร้องกราบกรานให้ทั้งสองฝ่ายหยุดทะเลาะกัน เขาจะฟังหรือได้สติหรือไม่

หยดน้ำแห่งสติ ผู้ป่วยมะเร็งสะท้อนความรู้สึก+ผลกระทบจากการชุมนุมของ น.ป.ช. by Jo Sughondhabirom

ดิฉันเป็นอาสาสมัคร โครงการศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งได้เข้าไปทำงานกับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นประจำทุกสัปดาห์ ในบ่ายวันพฤหัสที่ 22 เมษายน เราได้รับฟังความรู้สึกของผู้ป่วยโรงมะเร็งที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯท่านหนึ่ง ซึ่งท่านยินดีให้เรานำคำพูดบางส่วนของท่านมาเผยแพร่ เผื่อว่าผู้ที่ดูแลรับผิดชอบจะได้รับรู้ความรู้สึกของผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบบ้าง ท่านบอกว่า ท่านและครอบครัวมีความเดือดร้อนในการเดินทาง อยากขอความเห็นใจให้ย้าย หรือเลิกชุมนุมได้ไหม ที่สำคัญที่สุดคือ ความกลัว....ท่านกลัวเมื่อได้ยินผู้ชุมนุมตะโกนด่าซึ่งก็ไม่รู้ว่าด่าใคร ท่านอยากบอกว่า ไม่น่ามาชุมนุมตรงนี้ ตรงนี้ เป็นที่รักษาคน หมอ และพยาบาลก็มาทำงานลำบาก บางทีก็มาสายคนไข้ก็ต้องรอ ทำให้ทำการรักษาไม่ตรงเวลา สามีของท่านมาส่งเมื่อวานนี้ แล้วต้องรีบกลับบ้านต่างจังหวัดเพราะกลัวรถไม่วิ่ง กลัวไม่มีรถกลับ เมื่อวานตอนมาถึงก็เห็นผู้ชุมนุมเข้ามาในโรงพยาบาล ไม่อยากเดินไปใกล้ที่ชุมนุม ไม่ค่อยอยากเจอกับผู้ชุมนุมเพราะไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร เขาไม่รักในหลวงกันหรืออย่างไร ท่านอยากให้ย้าย ให้เห็นแก่ประชาชนด้วยกัน มันเดือดร้อน

เมื่อคืนท่านหลับไปตอน 5ทุ่ม ยังได้ยินเสียงอยู่เลย ท่านกลัวว่าจะมีการยิงเข้ามาในโรงพยาบาล ท่านพักอยู่ห้องรวมมีหลายเตียง เห็นคนไข้คนอื่นอาการหนักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เวลามีเสียงดังคนไข้กลัว ทำให้นอนไม่หลับ คนป่วยต้องการความสงบต้องนอนเยอะๆ้องการพักผ่อน ตัวท่านเองเป็นมะเร็งที่สมอง ผ่าตัดแล้วแต่ยังต้องฉายแสง หมอบอกว่ามีโอกาสหายแต่ไม่บอกว่าเป็นขั้นไหน ท่านบอกว่า "พี่จะสู้กับมะเร็ง มันต้องแพ้เรา" สุดท้ายผู้ป่วยท่านนี้ขอฝากไว้ว่า..... "....เราก็นึกถึงคนไทยด้วยกัน เราป่วยและท้อว่าคนไทยไม่รักกัน คนไทยตีกันเองแล้วประเทศอื่นเขาจะมองแบบไหน อยากให้ย้ายไปอย่ามาใกล้โรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง ที่ที่มีคนป่วย มีคนแก่ เลิกได้ยิ่งดี ขอร้องเราพี่น้องกัน ถ้าไม่รักกันก็ขอให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น อย่ามาอยู่ใกล้โรงพยาบาลเลย ขอร้องให้เห็นใจคนไข้บ้าง บางทีคุณก็ต้องป่วยเหมือนกัน เห็นใจกันบ้าง ขอให้รักในหลวงเยอะๆนะ"

หยดน้ำหยดหนึ่งแห่งสติ ความจริงผู้ชุมนุมมาทั้งครอบครัว by Well-Well Chuenjai Bujadham:A FanPage

Well-Well Chuenjai Bujadham: ความจริงคือมาทั้งครอบครัว ผู้หญิงกับคนแก่จะทำอาหาร เด็กจะนอนและเล่นอยู่ข้างแม
ก็ถ้าไม่ทำความรุนแรง ฆ่าแกงกัน ก็ต้องหาวิธีให้กลับบ้านให้ได้ แต่ดูจะยาก ครอบครัวเหล่านี้เหนียวแน่นกันมาก เห็นที่นั่งนอนฟัง บางทีภรรยาหลับ สามีพัดให้ ลูกนอน แม่ทำงานขนข้าวของ
ก็คงเหมือนกับครอบครัวพวกเราข้างนอก ไม่มีใครยอมทอดทิ้งกัน

หยดน้ำหยดหนึ่งแห่งสติ เรื่องบัตรประชาชน และการตั้งด่านตรวจของกลุ่มนปช.นอกพื้นที่ชุมนุม by Joke Muca Kit:A FanPage

Joke Muca Kit: เท่าที่ดู เห็นชอบพูดกันจังเรื่องบัตรประชาชน ผมอยู่ใกล้ๆม๊อบ จริงๆคือผ่านทุกม๊อบเลยนะครับวันๆนึง อย่างเมื่อวานก็ผ่านทั้งเหลืองและแดง ผมก็ไม่เห็นเค้าจะยึดบัตรประชาชนตรงไหน แต่ผมรู้สึกว่าคนไทยไม่ค่อยยอมพกบัตรเป็นปกติซะอีก ผมว่าถ้าจะวิจารย์อะไรในที่สาธารณะควรจะฟังข่าวทั้งสองฝ่ายก่อนนะครับ แต่ก็ยากหน่อยล่ะครับเด๋วนี้เพราะไปบล๊อกของอีกฝ่ายแล้วก็เป่าหูอยู่ข้างเดียวนี่ครับ
ไม่เห็นรัฐออกมาประโคมข่าวเรื่องทหารยิงกันเองเลยนี่ครับ เค้ารู้กันจะทั้งโลกแล้วนะครับ ที่งี้รัฐไม่รู้ ที่ยิง M79 ยังไม่ได้พิสูจอะไรเลยรีบออกมาฟันธงจัง ส่วนเสื้อแดงเป็นอะไรไปหมดครับถึงไปตั้งด่านตรวจคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ใช่ในพื้นที่ชุมนุมของคุณ ก็ควรจะต้องเห็นใจคนอื่นด้วยนะครับ เพราะต่างคนก็ต่างกลัวกันเอง จนจะจิตตกกันไปหมดแล้วนะเนี่ย

หยดน้ำแห่งสติ พลังการเยียวยารักษาโดยการให้ความเข้าใจ อิทธิฤทธิ์แห่งการฟังและการทำความเข้าใจ โดย มาร์เเชล โรเซนเบิร์ก

"ผมรู้สึกทึ่งในพลังการเยียวยารักษาโดยการให้ความเข้าใจตลอดมา ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผมเห็นผู้คนเปลี่ยนแปลงตัวเองจนก้าวพ้นความเจ็บปวด ที่เป็นเหมือนอัมพาตทางใจ เพียงมีคนรับฟังและให้ความเข้าอกเข้าใจพวกเขาอย่างเพียงพอในฐานะผู้ฟัง เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้แจ้งในทางจิตวิทยา หรือต้องผ่านการเรียนรู้ด้านจิตวิเคราะห์ สิ่งที่จำเป็นก็คือ ความสามารถในการอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอยู่กับความรู้สึกและความต้องการของคนที่อยู่ต่อหน้าเราในขณะนี้...เวลานี้."

หยดน้ำหยดหนึ่งแห่งสติ "จดหมายถึงหมอเหวง" โดย วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์

จดหมายถึงหมอเหวง


๒๓ เมษายน ๒๕๕๓


เหวงครับ


ผมตรึกตรองอยู่หลายวันว่าจะเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคุณดีหรือเปล่า ด้วยความกังวลใจหลายอย่าง เช่น ไม่รู้ว่าจะสายเกินไป คือ เกิดเรื่องร้ายแรงก่อนที่จะคุณจะได้อ่าน หรือคุณและพรรคพวกคุณอ่านแล้วอาจจะรู้สึกไม่ชอบใจผม ซึ่งอาจจะทำให้ชีวิตที่สงบสุขอยู่แล้วของผมและครอบครัวต้องเดือดร้อนวุ่นวายไปกับความขัดแย้งที่ผมไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ในที่สุดผมก็เขียนขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะเป็นการสนทนาธรรมที่เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมบ้าง


หลายคนถามผมว่ารู้จักคุณเพียงไร ผมตอบได้เลยว่าผมรู้จักคุณดีในฐานะนักศึกษารุ่นพี่ในยุคที่เราทำกิจกรรมด้วยกัน ผมพบคุณครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ คุณมีอัจฉริยภาพสูงทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และ สนใจธรรมมาก เป็นนักศึกษารุ่นแรก ๆ ที่ได้เข้ารับรสพระธรรมจากวัดธารน้ำไหลของท่านพุทธทาสภิกขุที่ อ.ไชยา สมัยที่ท่านยังไม่มีชื่อเสียงมาก ต่อมาคุณเป็นผู้นำนักศึกษาและเป็นนกสีเหลืองเดือนตุลา หลังจากนั้นผมไม่ได้พบคุณบ่อยนัก คงได้รับทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่าคุณยังสนใจเรื่องส่วนรวมอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย และคุณได้ร่วมกับคณะของคุณต่อต้านรัฐประหารและชี้ให้เห็นปัญหาสังคมการเมืองที่เราเผชิญอยู่ซึ่งทำให้ประเทศไทยล้าหลัง เช่น ปัญหาการยึดอำนาจด้วยกำลัง การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอหน้า ซึ่งก็นับได้ว่าคุณได้ทำประโยชน์ต่อประเทศในด้านหนึ่ง


คนชั้นกลางที่ผมรู้จักจำนวนมากมองคุณในแง่ลบ โดยเฉพาะการเข้าร่วมขบวนการกับกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจ แต่ก็มีคนบอกว่ากลุ่มของคุณไม่เกี่ยวข้องกับผู้สูญเสียอำนาจ เพียงแต่ร่วมมือกันในบางด้าน เท็จจริงเป็นประการใดผมไม่อาจจะทราบได้ ส่วนที่ผมเห็นได้ชัด คือ คุณและพรรคพวกมีความสามารถในทางการเมืองสูงมาก ไม่ใช่ด้านการชนะการเลือกตั้ง แต่ที่สามารถชี้ประเด็นและปลุกระดมให้มวลชนมหาศาลเข้าร่วมคัดค้านฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐ มีการจัดตั้งและยุทธวิธีที่ดีกว่าอยู่หลายขุม ในบางช่วงพวกคุณอาจจะดูเหมือนแพ้โดนปราบปรามแตกกระเจิง แต่พวกคุณก็คงสรุปบทเรียนเสริมความเข้มแข็งของตนเองได้อย่างรวดเร็วจนฝ่ายตรงข้ามต่อกรได้ยาก คุณมีทั้งมวลชนและการจัดตั้งที่เข้มแข็ง มีพรรคการเมืองและฝ่ายกฎหมายที่ไม่เป็นรองพรรครัฐบาล ถ้าเกมเป็นไปอย่างที่มันกำลังเดินอยู่อำนาจทางการทหารและอาวุธน่าจะต้องพ่ายแพ้พวกคุณในที่สุด


อัจฉริยภาพของพวกคุณทางด้านการเมือง และทางกฎหมาย ซึ่งสามารถเอาชนะรัฐบาลและทหารทั้งด้านการจัดตั้งมวลชน การเสนอรูปแบบเปิดเผยที่เรียกร้องความเป็นธรรมและความเห็นใจ ซึ่งดูเหมือนจะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่นิยมความรุนแรงสนับสนุนคุณอยู่ โดยที่คุณไม่ปฎิเสธความช่วยเหลือส่วนนี้ และพวกคุณยังมีรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งยากที่รัฐจะต่อกร ความสามารถในการบั่นทอนรัฐเป็นสิ่งที่นักยุทธศาสตร์ นักการเมือง และนักการทหารทั้งรุ่นนี้และรุ่นหลังจะต้องศึกษา ไม่ว่าในที่สุดคุณจะแพ้หรือชนะก็ตาม


อย่างไรก็ตาม มโนธรรมที่ติดมากับอัจฉริยภาพของคุณคงจะเตือนคุณอยู่ตลอดเวลา ว่า คุณธรรมนั้นสำคัญกว่าความสามารถ ท่านพุทธทาสตอบนักการเมืองเสมอว่าธรรมาธิปไตยเป็นทางออกของสังคม ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่พวกมากลากไป พวกคุณหลายคนอาจจะโต้เถียงว่าใครจะเป็นคนตัดสินว่าอะไรเป็นธรรมไม่เป็นธรรม เมื่อหาข้อยุติไม่ได้ก็ต้องใช้เสียงข้างมาก เมื่อต้องการเป็นเสียงข้างมากเป็นหลักโดยไม่สนใจความทุกข์ของคนส่วนน้อยแล้ว การเมืองกับสงครามก็แยกกันด้วยเส้นบาง ๆ เท่านั้น


ผมเห็นพวกของคุณและฝ่ายตรงกันข้ามของคุณพยายามเอาชนะกันในทุกรูปแบบ ประสบการณ์สอนทั้งพวกเขาและพวกคุณว่าการมีทุนและพรรคการเมืองอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องมีกลุ่มอำนาจ และ นักกฎหมายมือดี ๆ มีสื่อมวลชนเป็นของคุณด้วย สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่ารถถังและปืนกล ทั้งสองฝ่ายมีเครือข่ายข่าว กระบวนการเคลื่อนที่เร็วทั้งรุกไล่และต่อต้านให้อีกฝ่ายหนึ่งจนมุม


ในที่สุดอัจฉริยภาพของคุณก็ดูเหมือนว่าจะมีเอาไว้เพื่อเอาชนะกันเท่านั้นเอง ความอยากเอาชนะเป็นเพลิงกาฬที่เผาผลาญสันติภาพในใจของคุณเอง พวกคุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการประท้วงอย่างสันติ แต่ความอยากเอาชนะของพวกคุณก็ทำให้ต้องใช้กลวิธีร้อยแปดบีบบังคับให้ทุกอย่างได้ดังใจของตน รวมทั้งการสร้างความทุกข์ร้อนกับคนอื่นได้โดยที่พวกคุณถือว่าไม่เป็นไร คุณกำลังทำงานให้ส่วนรวม คนอื่น ๆ ต้องอดทนกับความเดือดร้อนเพื่อให้พวกคุณได้ชัยชนะ มองจากคนนอกอย่างผม ตอนนี้คุณน่าจะกำลังเดินแต้มผิด คนที่เดือดร้อนก็คงจะเห็นว่าวิธีการของคุณอย่างนี้น่าจะไม่ใช่สันติวิธีเสียแล้ว พวกคุณชนะใจของคนกลุ่มหนึ่งแต่ก็จะเสียคะแนนนิยมจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง


ไม่ว่าคุณหรือฝ่ายตรงข้ามจะแพ้หรือชนะ เพลิงที่ระอุในใจของทุกคนก็ทำลายความสงบและความน่าชื่นชมของสังคม การที่เศรษฐกิจของส่วนรวมเสียหายอาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายคน แต่เมื่อมีจำนวนคนที่บาดเจ็บล้มตายมากขึ้น ผมคิดว่าพวกคุณน่าจะหยุดคิดแต่จะเอาชนะได้แล้ว ที่แย่ไปกว่านั้น คือ สังคมไทยประสบความเสียหายที่ร้าวลึก ทำไมคนที่ไม่รู้จักกันต้องมาบีบบังคับกัน ทำร้ายกัน ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้มีเรื่องขัดข้องหมองใจกันมาก่อนเลย แล้วไทยเราจะอยู่ด้วยกันอย่างไรในระยะยาว


เหวงครับ เราจะช่วยกันจัดการความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยอย่างไร ภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยที่ถูกแบ่งแยกและครอบงำโดยกลุ่มการเมืองที่มีความขัดแย้งกันจะอยู่ร่วมกันเป็นผืนแผ่นดินไทยได้อย่างไร ผมย้อนกลับไปคิดถึงอัจฉริยภาพของคุณ อยากได้มันกลับมาเพื่อนำสันติกลับมาสู่พวกเราทุกคนได้ไหมครับ


วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์

Syndicate content