'มโนราห์' ฉบับปฏิรูป

Life Style
วันที่ 23 มิถุนายน 2553
โดย : พิมพ์พัดชา กาคำ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 นาทีนี้ ทุกวิธี ทุกฮีโร่ ถูกเชิญให้มาร่วมแผนปรองดองกันหมด กลุ่มละครมะขามป้อมแม้ไม่เกี่ยวแต่ก็ส่งมโนราห์ฉบับไม่เลือกข้างเข้ามาร่วมปฏิรูปจิตใจ

"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่แล่งไม่ได้ เราอาจตายเพราะความจริง......"

 เป็นเสียงร้องจากบทละครเวที "ฝันกลางไฟ" โดยกลุ่มละครมะขามป้อม โหมโรงก่อนวงเสวนา "ฝันกลางไฟ คนรุ่นใหม่...มองไปข้างหน้า"  ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเปิดฉากขึ้น

 วรรณคดีที่ได้เค้าโครงมาจาก "สุธนชาดก" อย่าง พระสุธน-มโนราห์ ถูกนำมาตีความใหม่อีกครั้ง เพื่อเสนอแง่คิด มุมมองให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ที่ยังคงอยู่ในช่วง "รอวันปะทุ" อย่างที่หลายคนว่าเอาไว้

 พระสุธน-มโนราห์ ภาคพิเศษนี้ แก่นของเรื่องต้องการจะชี้ชวนให้คนดู ลองคิดร่วมกันว่า "นางมโนราห์" ตามท้องเรื่อง อาจไม่ได้เป็นแค่นางกินนร แต่อาจจะเป็นสายลับที่ปลอมตัวมา หรือไม่ก็เป็นแค่หญิงสาวธรรมดาๆ ที่รักสามีต่างเผ่าพันธุ์ก็ได้

 "อย่างมองอะไรเพียงด้านเดียวแล้วไปตัดสินว่าเขาผิด"

  คือ ประเด็นที่ ประดิษฐ์ ประสาททอง เลขาธิการมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ต้องการสื่อผ่านละครเวที และเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า บางทีคนเราก็มักจะตัดสินคนอื่นที่ความแตกต่าง ละครเรื่องนี้เพียงอยากจะบอกว่า แค่ยอมรับความแตกต่างและทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้กับคนที่ความคิด ความเชื่อ ไม่เหมือนกัน

 "...ความจริงละครยังหยิบมาเล่นได้อีกหลายเรื่อง ผมว่าบรรพบุรุษเราเก่ง กลั่นกรองจนตกตะกอนมาแล้ว เขียนเป็นเรื่องราวสืบทอดกันมาเป็นร้อยเป็นพันปี อยู่ที่เราจะหยิบจับมาเล่าต่อยังไง เล่าเรื่องเดิมให้การฟังครั้งใหม่ได้อะไรใหม่อย่างไร สำคัญที่ตรงนี้มากกว่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เรื่องเก่าตัวละครเดิม แต่วิธีเล่าของเราจะเชื่อมร้อยยังไง แล้วคนดูได้อะไร ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเสน่ห์ของละครเวที หรือเป็นจุดมุ่งหมายของการทำละครเรื่องนี้ครับ”

 เลขาธิการมูลนิธิสื่อชาวบ้าน สะท้อนความเห็นจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมาว่า ศิลปินทุกวงการไม่ว่าเพลง หนัง ละคร ฯลฯ เป็นผู้มีโอกาสผลิตงานสู่สาธารณะ

 "ละครเวทีนั้นเป็นได้ทั้งสื่อร้อน และสื่อเย็น  สื่อร้อนเช่น สร้างอารมณ์ร่วม ให้คนดูแล้วเคลิ้มคล้อยตามมาเป็นแนวร่วมมาเป็นพรรคพวก ส่วนสื่อเย็นก็คือ ทำให้คนดูแล้วนิ่ง ตระหนักคิด พิจารณา ทบทวนชีวิต ทบทวนตัวเอง เกิดการเรียนรู้ในขณะที่ดูละคร ไม่เอาตัวเองกระโดดเข้าไปในเหตุการณ์"

 มะขามป้อมเองเลือกที่จะเป็นสื่อเย็น ให้คนที่กำลังร้อนดูละครแล้วได้นิ่งคิด ทบทวนเรียนรู้ไปกับสิ่งที่กลุ่มละครนำเสนอ จึงเป็นที่มาของละครเรื่องนี้

 ปริศนานางกินนร

 เรื่องราวจึงเริ่มจากพรานบุญ ที่ร่ายมนต์ใช้บ่วงจับกินนรีขณะลงเล่นน้ำ แอบเก็บปีกและหางของนางไว้ในย่าม พอได้ตัวมโนราห์ กินรีนางสุดท้องจึงนำไปถวายพระสุธน

 กินรีเมื่อสิ้นปีกและหาง ทุกอย่างก็เป็นเช่นมนุษย์ทั่วไป สร้างครอบครัวอยู่กินกับพระสุธน วันหนึ่งปุโรหิตกราบทูล พระเจ้าอาทิตยวงศ์  กับพระนางจันทาเทวี ว่า มโนราห์ เป็นสายลับ พาพวกมาล้อมบ้านล้อมเมือง ปีกและหางของนางมโนราห์มีอานุภาพร้ายแรงนัก สามารถทำลายล้างเมืองปัญจาลนครให้ราบคาบได้ในพริบตา พระนางจันทาเทวีไม่เชื่อ บอกว่ามโนราห์นั้นมีทุกอย่างเหมือนคน

 เปรียบไป นางกินนรมโนราห์ คือ คนที่เรามองว่าต่างก็ได้ เหมือนก็ได้  ต่างตรงที่มีหางกับปีก แต่อวัยวะนอกนั้นเหมือนมนุษย์ทุกกระเบียด

 ส่วนแก่นแกนที่ประดิษฐ์ต้องการจะเชื่อมโยงกับสภาพสังคม ณ ตอนนี้ คือ
 
 “ตอนนี้ผมไม่ถือว่าสังคมไทยกำลังสงบ และเป็นปกตินะครับ เพียงแต่มันค่อนข้างจะคลายลงบ้าง แต่ปัญหามันยังไม่ถูกแก้ไข ผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาบ่มเพาะ ต้องใช้เวลาในการอดทนรอคอย ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ บางทีเราเป็นวัยรุ่นเป็นคนที่ไฟแรง อยากให้ปัญหามันสะสางโดยเร็ว ผมเชื่อว่า ไม่มีใครเป็นฮีโร่ บางทีเราอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง แต่คนรอบๆ เขาไม่พร้อมจะเปลี่ยนไปกับเรา แล้วจะมีประโยชน์ไหม วันหนึ่งเราเปลี่ยนแปลงโลกนี้ทั้งหมด โดยเราฆ่าทุกคนที่คิดไม่เหมือนเรา แล้วเราก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว อยากได้อย่างนั้นกันหรือเปล่า

 ผมเลือกที่จะฟังคนรอบๆ เขาอาจจะอยากเปลี่ยนโลกนี้แค่ 15 เปอร์เซ็นต์ แต่เราอยากจะเปลี่ยน 100 เปอร์เซ็นต์  จะทำอย่างไร มาคิดหาทางออกร่วมกันดีไหมว่าจะอยู่กันอย่างไรกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา"

 ประดิษฐ์เป็นผู้ที่ทำงานด้านศิลปะการแสดงมามากมาย ได้เรียนรู้งานศิลปะจากหลายชาติ ในช่วงเวลา 4-5 ปีมานี้ เขาคิดว่าศิลปะนั้นมีหลายชั้น ผ่านการมองแบบผิวเผิน มองแบบสำเร็จรูป มองแบบสนุก หรือจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งก็ได้แล้วแต่ประสบการณ์ และข้อมูลพื้นฐานของคนดูที่มีส่วนชี้นำ และทำให้เราเข้าใจมันว่าอย่างไร

 ยกตัวอย่าง พระสุธน-มโนราห์ ฉบับเฉพาะกิจนี้ ถ้ามองอย่างลึกซึ้ง และเห็นนัยยะที่ประดิษฐ์ ซ่อนไว้

  "คนเราควรรู้จักมองอะไรหลายๆ มุม หลายๆ ด้าน เราอาจจะติดภาพว่า มโนราห์คือกินรีที่สวยหวาน และเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่จริงๆ แล้ว กินรีอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เธออาจจะเป็นสายลับ เป็นผู้หญิงที่หยิ่งยะโส และกำลังพาพรรคพวกมาล้อมบ้านเมืองของเราจริงๆ ก็ได้   กินรีอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้เสียสละอะไรเลย หรือกินรีอาจจะเป็นแค่คนที่รักลูกรักสามีเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป การมองให้รอบด้าน จะช่วยลดการตัดสินแบบง่ายๆ"

 ละครไม่ได้สรุปว่าตัวละครต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้น ทว่าทิ้งแง่คิดไว้ให้คนดูนำกลับไปไตร่ตรอง

 ครึ่งชั่วโมงเศษๆ พระสุธน-มโนราห์ ฉบับเรียบง่าย ไร้ฉากเริดหรูอลังการนี้ก็จบลง แต่ที่กำลังเริ่มต้นและต้องดำเนินต่อไป คือ มองคนต่างให้เหมือนอย่าง มโนราห์   

...............................................................
ฝันกลางไฟของเลือดใหม่

 เปิดม่านไปด้วยวรรณคดีฉบับเพื่อบ้านเพื่อเมือง หลังจากนั้นคือ เวทีเสวนา "คนรุ่นใหม่...มองไปข้างหน้า" ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา  แวดล้อมด้วยผู้ร่วมเสวนาคนรุ่นใหม่ 5 คน ได้แก่ วีฟาอี มอลอ ตัวแทนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ สุลักษณ์ หลำอุบล จากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ทวิภัทร บุณฑริกสวัสดิ์ นักกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ศตวรรษ อินทรายุทธ ผู้ประสานงานศูนย์นักเรียน นิสิต นักศึกษา (ศนศ.)และ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียนอิสระและนักดนตรี

 ประเด็นตั้งต้นของวงเสวนานี้ มีอยู่ว่า บ้านเมือง ณ ปัจจุบันยังสุมไปด้วยความร้อนและควันไฟ ซึ่งหมายถึงการสู้รบ (ทางความคิด) ความขัดแย้งด้วยความเชื่อที่แตกต่าง แต่ทุกคนก็ยังฝัน(ท่าม)กลางไฟว่า สันติภาพจะต้องเกิด

 ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยพื้นฐานความเชื่อร่วมกันว่า ความขัดแย้ง ไม่ได้กินความแค่เหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แต่ได้เกาะกุมกัดมาเป็นเวลานานและลุกลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหามุสลิมถูกกดขี่ทางวัฒนธรรม เด็กถูกห้ามพูดภาษามาลายูในโรงเรียน ปัญหาความยากจน ปัญหาความไม่เท่าเทียม ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก และ ที่ราบสูง

 ตอนหนึ่ง วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เผยว่า เขาได้เรียนรู้จากการชุมนุม และทำความเข้าใจเรื่อยมา ทั้งม็อบสีเหลือง และม็อบสีแดง เขาพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวโดยไม่ฟังความฝ่ายเดียว ไม่ยอมให้คนๆ เดียวมาทำให้เขาตาบอด

 “ผมไปดูผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ มีความรู้สึกว่าก่อนลงจากรถไฟฟ้า และก่อนกลับขึ้นไปบนรถไฟฟ้านั้นความรู้สึกแตกต่างกัน ผมพบว่าคนเสื้อแดงไม่ได้น่ากลัวแบบที่คิด เขาเป็นแค่คนธรรมดาๆ ผมไปคุยกับคุณป้าที่มาชุมนุม คุยเจ้าของร้านขายของที่สยาม จนกระทั่งเจ้าของเซ็นทรัลเวิล์ด ทุกคนมีความทุกข์ แต่จิตใจของคนชั้นกลางช่างว่างเปล่าเสียเหลือเกิน คนเรามักไม่พอใจในโลกที่เป็นอยู่เสมอ ทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวที่ยังมีความคิดอยู่ว่า โลกน่าจะเป็นแบบนี้

 ผมเองก็เคยเป็นเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ พอเราอยากให้โลกเป็นอย่างที่เป็น คนอีกตั้งเยอะก็อยากให้โลกเป็นอีกแบบ เพราะอย่างนั้นเลยมองว่าการเคลื่อนไหวที่จะให้โลกเป็นแบบที่ต้องการอาจจะไม่ใช่คำตอบที่จะเปลี่ยนโลกจริงๆ เพราะว่ามีคนที่ยังอยากให้โลกเป็นอย่างอื่น และข้อสองเวลาที่เราอยากจะเปลี่ยนก็จะหาอะไรโทษ หาคนผิด ว่าเป็นต้นเหตุทำให้โลกไม่เป็นไปในแบบที่เราต้องการ และทุกคนก็จะโทษรัฐ  ”

 ปัจจุบัน วรรณสิงห์ ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่ไปทำงานเพื่อร่วมปฏิรูป และต้องการรับฟังความคิดเห็นในทุกนโยบาย

 “ผมได้เข้าไปอยู่กับคนที่เขามีอำนาจ ได้เห็นว่าเขาทำงานกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน  คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย คุณกรณ์ จาติกวณิช แม้กระทั่งท่านนายกฯ ก็ตาม แม้จะไปเข้าห้องน้ำก็ต้องรายงาน แถลงการณ์ที่พวกเราเคยล่ารายชื่อแล้วส่งกันไป เขาได้วันละ 100 ฉบับ ก็ไม่รู้จะตอบยังไง

 ผมว่ารัฐไม่ว่าเป็นใคร คนดีหรือคนเลวก็ตามไม่ใช่เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทั้งต้นเหตุ และทางแก้ของปัญหาสังคมไทย รัฐเป็นอย่างนี้มานานแล้วไม่ว่าโลกเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัย รัฐยังเป็นสิ่งที่มีคนด่าตลอดเวลา ไม่เคยมีรัฐที่คนบอกว่าโอ้ ขอบคุณพระเจ้าที่ส่งรัฐบาลนี้มาให้ ผมว่าแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม คนที่เราคิดว่าจะเปลี่ยนโลกไปตามที่เราต้องการได้ไม่มี เพราะไม่มีใครเปลี่ยนโลกนี้ได้  ”

 วรรณสิงห์เห็นว่า คนไทยได้ใช้พลังงานในการเถียงกันเยอะมากพอแล้ว ทั้งหมดเป็นการเถียงที่ไม่มีการชนะ และไม่ได้ประโยชน์อะไร จากนี้เราควรมองไปที่ต้นเหตุของปัญหา ซึ่งก็คือความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความยากจน ซึ่งทุกคนช่วยกันแก้ได้

 "ต้องมองข้ามคำว่าใครคือ ฮีโร่ ใครคือ ผู้ร้าย แล้วหันมามองว่า คนเล็กๆ อย่างพวกเราทำอะไรได้บ้างดีกว่า โดยที่ไม่ต้องเลือกว่า อยากได้ฮีโร่ หรือผู้ร้ายคนไหนเข้ามา ขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้หมดแล้วถามตัวเองว่าฉันเริ่มทำอะไรได้บ้าง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ขนาดเปลี่ยนประเทศ เอาแค่ปากซอยหน้าบ้านเราก็พอแล้ว"

 ในวงเดียวกัน พระไพศาล วิสาโล ร่วมสะท้อนมุมมองในฐานะที่พึ่งทางความคิดว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เพิ่งผ่านไป หรือเหตุการณ์ภาคใต้ แก่นแท้ก็คือชะตากรรมของผู้ที่กลายเป็นอื่น หมายความว่า พวกเขาถูกมองว่าเป็นผู้ที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ เช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา ความคิดเห็น หรือความแตกต่างทางด้านสีเสื้อ ทั้งหมดคือ ภาพสะท้อนของความคิดเห็น อุดมการณ์ ทัศนคติ ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม

 "เวลาเรามองเห็นคนอื่นที่แตกต่างกัน ถ้าเรามีความใจกว้าง ความแตกต่างนั้นก็จะไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อความแตกต่างนั้นถูกมองภายใต้บรรยากาศที่ขาดขันติธรรม หรือภายใต้วัฒนธรรมที่ไม่มีขันติธรรม เรื่องร้ายๆ จึงตามมา"

  เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต เสริมในประเด็นเดียวกันอีกว่า คนที่ถูกมองว่าเป็นอื่นก็จะกลายเป็นคนผิด หรือกลายเป็นส่วนเกิน ทั้งที่ความแตกต่างนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ

 "อย่างเรื่องมโนราห์ก็ถูกมองว่า แตกต่างจากคนอื่นเพราะมีปีกและมีหาง ทั้งที่มองให้ดีแล้วก็มีเกือบทุกอย่างเหมือนมนุษย์ แต่เพียงเพราะคนมองไปที่ความต่างมากกว่าความเหมือน มโนราห์ก็เลยตกอยู่ภายใต้ความรังเกียจเหยียดหยาม สังคมไทยจะต้องมีขันติธรรมกันให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ยอมรับความต่าง ถ้ามีขันติธรรมใจเราจะกว้างจนกระทั่งมองเห็นความเหมือนในความต่างนั้นได้ด้วย

 ...คนเรามีธรรมชาติที่จะเห็นความต่างมากกว่าความเหมือน อาตมามีเพื่อนชาวอเมริกันแต่งงานกับคนญี่ปุ่น มีลูกสาวชื่ออลูน่า เวลาไปเรียนในโรงเรียนญี่ปุ่น เพื่อนญี่ปุ่นบอกว่าเธอเป็นอเมริกัน เวลาอลูน่าไปอเมริกาญาติๆ ของพ่อก็บอกว่าเธอเป็นญี่ปุ่น ญาติๆ ของพ่อไม่สามารถมองเห็นความเป็นอเมริกันในตัวของอลูน่าได้ เหมือนกับเพื่อนๆ ชาวญี่ปุ่นที่มองไม่เห็นความเป็นญี่ปุ่นในตัวอลูน่าได้

 นี่คือความจริงที่เราจะต้องรู้เท่าทัน  คนที่คิดต่างจากเราไม่จำเป็นว่าจะต้องคิดผิด ทัศนคติเหล่านี้แพร่หลายไปในสังคมไทยจำนวนมาก จึงเกิดปัญหาความรุนแรงไม่รู้จักจบสิ้น อาตมาคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยจะต้องช่วยกันสร้างขันติธรรมให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง  ถ้าเราสามารถเคารพความเห็นที่แตกต่างกันได้ ก็จะดี แต่ถ้าทำไม่ได้อย่างน้อย ก็ควรจะเคารพสิทธิที่คนอื่นจะเห็นต่าง"