ทำความเข้าใจสันติวิธี : ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

สันติวิธีคือ อะไร?
สันติวิธีคือ คำซึ่งรวบรวมวิธีการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งหลายรูปแบบ ทั้งการประท้วง (เช่นแต่งชุดดำหรือสีอื่นๆ) การไม่ให้ความร่วมมือ (เช่นการไม่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการของบางบริษัท) และ การเข้าแทรกแซงโดยตรง (เช่นการที่นักกิจกรรมสันติวิธีบุกเข้าเขตหวงห้ามของรัฐบาลฝรั่งเศสในอัฟ ริกาเหนือเพื่อไม่ให้เกิดการทดลองระเบิดปรมาณูเมื่อเดือนมกราคม 1960) การกระทำทั้งหมดนี้ผู้กระทำการหรือเว้นจะกระทำการบางอย่างดำเนินการของตนโดย ไม่ใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะความรุนแรงทางกายภาพ (Sharp, Waging Nonviolent Struggle (2005): 41)

ขบวนการสันติวิธีจึงมีหลายแบบ บ้างก็ถือว่าเป็นสันติวิธีแบบเลือกเรื่อง (selective nonviolence) เช่นขบวนการคัดค้านอาวุธนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ คนในขบวนการจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้คัดค้านการบุกอิรักของรัฐบาลบุช บ้างก็เป็นสันติวิธีแบบหลักการครอบคลุมทุกเรื่อง (principled nonviolence)เช่นกลุ่มศาสนาบางกลุ่มที่ไม่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบทั้งใน ชีวิตประจำวันและไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเพราะเห็นว่ามีปัญหาความ รุนแรง เช่นกลุ่ม อามิชในสหรัฐฯ บ้างก็รวมไปถึงชนิดของอาหารที่รับประทานและวิถีชีวิตที่ใช้ด้วย (เช่นต้องเป็นมังสะวิรัติและต้องใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ตกเป็นทาสของทุน นิยม+บริโภคนิยม เพื่อจะได้ไม่ก่อความรุนแรงต่อโลกและสิ่งแวดล้อม)
ขบวนการสันติวิธีในโลกเป็นอย่างไร?

เช่น เดียวกับแนวคิดสันติวิธี ขบวนการสันติวิธีในโลกก็มีหลากหลาย ในงานศึกษาเพื่อเปรียบเทียบการต่อสู้ด้วยสันติวิธีกับการใช้ความรุนแรงชิ้น ล่าสุด นักวิจัยเทียบการรณรงค์ต่อต้านรัฐบาล 323 กรณีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1900-2006 และพบว่า รัฐบาลที่ใช้วิธีรุนแรงจัดการกับขบวนการต่อต้านรัฐบาลที่ใช้สันติวิธีมี โอกาสพ่ายแพ้มากกว่ากรณีที่ใช้ความรุนแรงจัดการกับขบวนการต่อต้านที่ใช้วิธี รุนแรงถึง 6 เท่า (Stephan and Chenoweth, “Why Civil Resistance Works” in International Security (V.33, no. 1, 2008): 7-44)

ด้วย เหตุนี้ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงที่ตนครอบครองอยู่เข้าไปดำเนินการกับการ ชุมนุมด้วยสันติวิธี ความสูญเสียของชีวิตผู้คนพลเมือง จะทำลายความชอบธรรมของฝ่ายรัฐ และโอกาสพ่ายแพ้ของรัฐบาลก็เป็นไปได้มาก

ขบวน การสันติวิธีเหล่านี้เป็นสันติวิธีสมบูรณ์แบบหรือไม่?
ขบวนการสันติวิธี”บริสุทธิ์” หาได้ยากในโลก เพราะมักเป็นขบวนการที่ประกอบด้วยประชาชนหลากหลายมาร่วมด้วยแรงจูงใจต่างกัน การศึกษาบางชิ้นจึงถือว่าถ้าขบวนการประกาศใช้การต่อสู้ด้วยสันติวิธีเป็น ด้านหลัก ก็คือว่าเป็นขบวนการสันติวิธี แต่ขบวนการ”สันติวิธี”ใดที่ใช้ความรุนแรงมาผสมในการต่อสู้ของตนก็จะส่งผลลด ความชอบธรรมของขบวนการลงเสมอ

อหิงสา, อารยะขัดขืน และ การต่อต้านด้วยสันติวิธี
อหิงสา เป็นแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของมหาตมะ คานธีที่ใช้ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมอังกฤษ มีน้ำหนักสำคัญอยู่ที่พลังสัจจะและจิตวิญญาณของคน เป็นการต่อสู้ชนิดที่มีเป้าหมายเพื่อ”ความเป็นธรรม”โดยไม่เบียดเบียนคู่ ต่อสู้ไม่ใช้ความรุนแรงทางกายภาพกับเขา ที่สำคัญไม่เกลียดชังเขา และหากมีอะไรเกิดขึ้นผู้ใช้อหิงสาจะต้องยอมทนรับทุกข์เสียเอง ในแง่นี้การกล่าวร้ายป้ายสีคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนก็ถือว่าไม่ใช่อหิงสา

อารยะ ขัดขืน (civil disobedience) เป็น การใช้สันติวิธีที่มุ่งเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งกระตุ้นให้สังคมโดยรวมเห็นว่ามีความอยุติธรรมเกิดขึ้น เพราะมีลักษณะเด่นอยู่ที่ เป็นการละเมิดกฎหมาย, เป็นการกระทำสาธารณะโดยแจ้งให้ทางบ้านเมืองทราบก่อน, และ ผู้กระทำยอมรับผลของการละเมิดกฎหมายนั้น สิ่งสำคัญคือ เมื่อสังคมเห็น”คนดี”ถูกกฎหมายบ้านเมืองลงโทษ ก็จะกระตุ้นสำนึกแห่งความยุติธรรมในสังคมขึ้น จนไปแก้ไขกฎหมายหรือนโยบายของรัฐเสียใหม่ ในแง่นี้ถ้าไม่ยอมให้กฎหมายบ้านเมืองลงโทษก็ไม่ใช่อารยะขัดขืน (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, อารยะขัดขืน (2549))

สิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังทำ อยู่ในขณะนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นการใช้สันติวิธีเป็นยุทธวิธีหลักในการต่อต้านรัฐบาล

ข้อ ควรระวังในการใช้สันติวิธี
 
สันติวิธีไม่ใช่การต่อสู้ที่ จะรับประกันความสำเร็จ ที่สำคัญอาจนำมาซึ่งความรุนแรงต่อตัวผู้ใช้ได้ ความข้อนี้สำคัญเพราะผู้คนที่เข้าร่วมขบวนการต่อต้านรัฐบาลเป็นคนสามัญ มีทั้งพ่อเฒ่าแม่แก่ ลูกเล็กเด็กแดง ความปลอดภัยของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของสังคมไทย เพราะเขาเป็นมนุษย์และเป็นพี่น้องของเราทุกคน ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของขบวนการที่เลือกใช้สันติ วิธี และ เป็นหน้าที่แรกของรัฐบาลที่จะต้องปกป้องคุ้มกันชีวิตของพวกเขา
ความยากลำบากของสันติวิธีในสังคมไทยปัจจุบัน

ถ้า พรรค NLD และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าใช้วิธีการทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในสังคม ไทยขณะนี้ คงไม่ยากที่จะระบุว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าใช้สันติวิธี

แต่ ขณะนี้สังคมไทยกำลังตกอยู่ใต้ความขัดแย้งใหญ่ 3 ประการ คือ

ขัด กันเรื่องเป้าหมายทางการเมือง (รัฐบาลทีเข้มแข็งประชาชนเลือกตั้งกันเข้ามา หรือ รัฐบาลอ่อนแอที่ถูกควบคุมกำกับเข้มข้น)

ขัด กันเรื่องวิธีการแก้ปัญหา (ในอดีตตกลงกันได้เพราะเห็นพ้องว่า การเลือกตั้งเป็นคำตอบ แต่ขณะนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว)

ขัด กันในระดับจินตนาการ”ความเป็นไทย” (ถ้าไม่เห็นด้วยกับ”ฝ่ายเรา” ไม่ใช่ “คนไทย”)

แต่ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งเพราะความขัดแย้งหนักหนาเพียงนี้จึงต้องหันมาอาศัยสันติวิธีที่คนใน สังคมไทยขัดกันได้ แต่ไม่เกลียดชังเข่นฆ่ากัน
 
ที่มา คมชัดลึก