‘พลิกจิต’ สร้างสำนึกใหม่ แก้วิกฤตชาติ โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 14:19:40 น.  มติชนออนไลน์

ประเทศไทยทุกวันนี้วิกฤติ และต้องปฏิรูปในทุกด้าน การปฏิรูปในทุกด้านต้องอาศัยจิตสำนึกใหม่ ซึ่งต้องกระทำในสิ่งที่เรียกว่า การพลิกจิตถ้วนหน้า

คำว่า “พลิกจิต” นั้นมีความหมายว่าสามารถทำได้ทันทีทันใด ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากคำกล่าวในพระไตรปิฏกที่ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระโคดมแจ่มแจ้งนัก เหมือนหงายของที่คว่ำ”

เราอาจแบ่งจิตได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่คือ “จิตคว่ำ” ซึ่งเหมือนกับกะลาครอบ ตัดขาดจากสิ่งอื่น  เห็นแคบ คิดแคบ บีบคั้น ตัดขาดจากความเป็นจริง โง่เขลา เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ส่วนรวม

ขณะที่ “จิตหงาย” นั้นเป็นไปในทางตรงกันข้าม มีลักษณะเปิดกว้าง เชื่อมโยง เห็นกว้าง คิดกว้าง อิสระ สัมผัสธรรมชาติตามความเป็นจริง มีปัญญา เห็นทั้งหมด เห็นแก่ส่วนรวม

ที่ผ่านมาการศึกษาไทยทั้งหมดนั้นมีลักษณะคล้ายจิตที่คว่ำ เป็นมิติเดียว ทำให้ตกอยู่ในความโง่เขลาทั้งประเทศ เป็นทุกข์ ความทุกข์นั้นเกิดจากอวิชชา ความไม่รู้ ส่วนความสุขนั้นเกิดจากปัญญา

ในขณะที่มนุษย์มีศักยภาพในพหุมิติและจะพัฒนาได้เต็มศักยภาพต่อเมื่อมีปฏิสัมพันธ์โดยรอบด้านทุกมิติ

การไม่เห็นแก่ส่วนรวมนำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมายในสังคม เหมือนร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบด้วยอวัยวะมากมายทำงานบูรณาการกันทั้งหมด แต่หากมีเซลล์บางส่วนไม่เห็นแก่ทั้งหมดก็จะทำให้เป็นมะเร็ง สังคมก็เช่นกัน ถ้ามีคนที่ไม่เห็นแก่ส่วนรวม สังคมก็จะเป็นมะเร็งอย่างที่เป็นกันอยู่ทั้งโลก ไม่เฉพาะสังคมไทย

ในสภาวะปัจจุบัน สังคมเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน และเข้าใจยากกว่าในอดีตมาก และมักเกิดความโกลาหลเป็นประจำ วิกฤตคลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จะหนักที่สุด เพราะปัญหาสลับซับซ้อน ไม่รู้ศัตรูคือใคร ทำให้จับต้นชนปลายไม่ถูก แก้ปัญหาไม่ได้

แต่ขณะเดียวกันจิตของผู้คนกลับแคบลงเรื่อยๆ เป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ของมนุษย์ จึงต้องพลิกจิตจากคว่ำเป็นหงาย จากเล็กเป็นใหญ่ให้เห็นทั้งหมด เข้าใจความซับซ้อนทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะติดอยู่ในหลุมดำแห่งอวิชชา โมหะ หรือความไม่รู้ ทั้งนี้ การมองเห็นทั้งหมดจะทำให้จิตของมนุษย์เป็นอิสระ เกิดความรักอันไพศาล เห็นทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน

ขณะนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องปฏิรูปประเทศไทย ที่ลึกที่สุดและมีผลมากที่สุดก็คือ การปฏิรูปจิตสำนึก

 ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยไม่อาจเป็นหัวรถจักรแห่งการปฏิวัติจิตดังกล่าว เนื่องจากสังคมไทยติดหล่มทางปัญญา การศึกษาที่มีมาร้อยกว่าปีเป็นระบบที่ไม่สร้างปัญญาให้ประเทศ สถาบันการศึกษามักเป็นขบวนรถไฟหรือผู้ตามมากกว่าจะเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง

นักปรัชญาตะวันตกที่เคยวิเคราะห์ว่า อารยธรรมตะวันตกกำลังนำโลกทั้งโลกไปสู่ความรุนแรง และไปต่อไม่ได้ เพราะเป็นอารยธรรมบริโภคนิยม มีทางเดียวที่จะรอด คือต้องหาทางเลือกอื่นๆ ในการปฏิวัติจิตสำนึก

 การปฏิวัติจิตสำนึกอันที่จริงแล้วเป็นเรื่องง่าย เพราะแรงจูงใจสูงสุดของมนุษย์คือความสุข การปฏิวัติจิตสำนึกด้วยการพลิกจิตนั้นก็จะทำให้เกิดความสุขขึ้นอย่างฉับพลัน การมีจิตสำนึกใหม่จะเกิดความสุขแท้จริง ประณีต เหนือการสนองตอบทางวัตถุ โดยเราต้องเปลี่ยนการใช้สมองของมนุษย์ให้ใช้สมองส่วนหน้ามากขึ้น

เนื่องจากสมองแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก สมองส่วนหลังเป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลานในส่วนสัญชาตญาณ สมองส่วนกลางเกี่ยวข้องกับอารมณ์ และสมองส่วนหน้าของมนุษย์นั้นมีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากสัตว์อื่นเพราะเกี่ยวข้องกับสำนึกทางศีลธรรม

ถ้าเราอยู่กับการต่อสู้กันนานเกินไปก็จะหวังแต่ทำร้ายกัน แล้วจะทำให้สมองส่วนหน้าฝ่อ ต้องเปลี่ยนประเทศไทยจากใช้สมองส่วนหลังมาเป็นสมองส่วนหน้า

 มนุษย์ถูกขังด้วยคุกที่มองไม่เห็น ซึ่งก็คือด้วยมายาคติต่างๆ ในสังคม และหนทางแห่งปลดปล่อยทางหนึ่ง คือ สำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการสื่อสารแห่งการหลอกลวง บีบคั้น บริภาษ ผู้คนรู้สึกบีบคั้นและความเป็นมนุษย์ตกต่ำ ตกเป็นเหยื่อของมายาคติต่างๆ แต่หากตั้งสติอยู่เงียบๆ และสำนึกได้ก็จะสามารถระเบิดพลังออกจากคุกที่มองไม่เห็น

เราต้องการจิตสำนึกใหม่สำหรับคนทั้งหมด และเมื่อเป็นอย่างนั้น คนทั้งหมดก็ควรทำเพื่อจิตสำนึกใหม่

และเมื่อปฏิวัติจิตถ้วนหน้าก็จะนำพาไปสู่สังคมสงบเย็น

-----------------------------------------------------------
เรียบเรียงจากปาฐกถา “สร้างองค์กรพัฒนาจิตทุกหย่อมหญ้า” ในประชุมวิชาการ สานจิตรเสวนา ครั้งที่ 2 “มีปัญหารักษาทุก(ข์)โรค” จัดโดยแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และภาคีเครือข่าย