'เสียงเงียบ'แห่งแรงบันดาลใจ

Life Style : Society กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 24 มิถุนายน 2553

โดย : ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง

        เพื่อนคนหนึ่งถามว่า ใครสร้างเสียงปรบมือได้สั่นสะเทือนที่สุดในบรรดา 21 นักสร้างแรงบันดาลใจคนละ 5 นาทีบนเวที Ignite Thailand :ปลุกพลังบวกเปลี่ยนประเทศไทยที่ลุมพินีสถานเมื่อเร็วๆนี้ จากผู้พูดซึ่งมีทั้งเด็กมัธยม,นักว่ายน้ำทีมชาติ,ลูกสาว เสธ.คนดัง,นายก อบต.,นักเขียน,นักวิทยาศาสตร์หญิง,นักสิ่งแวดล้อม,นักพีอาร์,จิตแพทย์,พระนักวิชาการ ฯลฯ
   
        ตอบไปตามความรู้สึกโสตประสาทหูว่า น่าจะเป็น ‘ทรงกลด บางยี่ขัน’ ที่ ’งดออกเสียงพูด’ แต่ใช้ ‘ถ้อยคำ’ บนสไลด์กระจายเสียงดังก้องใจคนฟัง
      
        หลายบรรทัดต่อจากนี้ คือ คำพูด 5 นาทีของบรรณาธิการหนุ่ม a day ที่เรียกเสียงปรบมือดังยาวในวันนั้น 
 
        “..เรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตผม สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยเล่าเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

       แต่ผมไม่ได้เล่า เรื่องนี้นานแล้ว นานจนเกือบลืมไปแล้ว โชคดีที่ผมไม่ลืมมัน
 
       ผมเชื่อว่า โลกเราหมุนไปด้วยแรงของใครบางคนที่ลงมือทำอะไรบางอย่างซึ่งแตกต่างไปจากเดิม

       โลกนี้จึงมีคนอยู่ 2 ประเภท คนที่ออกแรงหมุนโลกกับคนที่อยู่ในโลกที่กำลังหมุน
 

       ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยถามตัวเองว่า เรียนจบแล้วอยากทำอะไร คำตอบคือผมก็ไม่รู้  รู้แค่ผมอยากเป็นหนึ่งแรงที่ร่วมหมุนโลกใบนี้ (อาจจะฟังดูน่าหมั่นไส้ แต่ความฝันของหนุ่มสาวมักใหญ่เกินตัวเสมอ)
 
       ตอนนั้น ผมเป็นประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย เราไม่เคยทำงานเคลื่อนไหว คัดค้าน หรือเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเชื่อว่า เราเป็นแค่นิสิตนักศึกษาตัวเล็กๆ จะไปเปลี่ยนอะไรโลกใหญ่ใบนี้ได้
 
       เราก็เลยทำแต่กิจกรรมที่อธิบายได้ด้วยคำเฝือๆ ว่า ปลูกจิตสำนึก พาคนไปอยู่กับธรรมชาติ ให้รู้จักธรรมชาติ และพาคนไปรับฟังปัญหาที่เกิดกับธรรมชาติ เพื่อให้เข้าใจปัญหา
 
        ยิ่งเห็นธรรมชาติที่สวยสมบูรณ์แค่ไหน เราก็เกลียดผู้สร้างปัญหาแค่นั้น
 
        ในวันที่เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ เราอาจเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ลืมมัน วันหนึ่งเมื่อเราตัวใหญ่ขึ้น เราจะเปลี่ยนแปลงมันได้ ไม่ช้าก็เร็ว ไม่มากก็น้อย
 
        ในค่าย ผมชอบเล่าเรื่องอดีตนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งผมอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ เขาเคยเป็นเด็กค่ายเหมือนพวกเรา

        ชอบแบกเป้ลุยป่า ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่าเหมือนพวกเรา เขาเห็นคุณค่าของธรรมชาติ และเห็นว่าคนกำลังฆ่าธรรมชาติเหมือนพวกเรา
 
        วันนั้น เขาเป็นแค่นักศึกษาตัวเล็กๆที่เห็นปัญหา แต่ไม่เห็นทางแก้

        เขาไม่รู้ว่าจะมีส่วนในการแก้ไขปัญหานี้ได้ยังไง เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่เงื่อนไขของปัญหาที่ใหญ่เกินตัว

        วันนั้น เขาไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่เขาไม่เคยลืมมัน
      
        อีกหลายสิบปีให้หลัง เขากลายเป็นผู้บริหารอันดับ 2 ของบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง

        เขากลายเป็นนักการเงินผู้มั่งคั่ง มีชีวิตที่สุขสบาย ห่างไกลจากสิ่งที่เขาเคยเป็นเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
 
        เขาบอกว่า เขาไม่เคยลืมความรู้สึกในตอนนั้น วันนั้น เขาอาจจะทำอะไรไม่ได้  แต่เขาไม่เคยลืมมัน เวลาผ่านไปหลายสิบปี เขาก็ยังไม่ลืมมัน
 
        ในวันที่ประเทศไทยยังไม่รู้จักกฎหมายสิ่งแวดล้อม เขาออกกฎแปลกๆ ที่ทุกคนในบริษัทสงสัย โครงการอุตสาหกรรมที่ขอกู้เงินกับบริษัทของเขา ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย
 
        ในที่สุด อดีตนักศึกษาตัวเล็กๆ คนหนึ่งก็สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ เกิดขึ้นกับสิ่งที่เขารักได้
 
        ความฝันของหนุ่มสาวมักเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว จึงไม่แปลกที่เมื่อเราโตขึ้น รู้จักโลกในความเป็นจริงมากขึ้น เราจะหลงลืมความฝันที่เปี่ยมไปด้วยพลังเหล่านั้น เพราะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
 
        ผมเสียดายที่ลืมชื่อนักการเงินคนนี้ แต่ผมดีใจที่ไม่เคยลืมเรื่องนี้

        ผมไม่เคยลืมเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ผมเป็นนิสิตนักศึกษาตัวเล็กๆ จนถึงวันที่กลายเป็นคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ที่พอจะมีผู้อ่านอยู่บ้าง   
 
        ทุกคนอาจสงสัยว่า เวลาจะหมดอยู่แล้ว ทำไมผมถึงยังไม่พูดอะไรเลย

        สิ่งที่ผมจะบอกก็คือผมไม่ใช่นักพูด ถ้าผมพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกนี้ได้บ้าง มันก็เกิดขึ้นจากตัวหนังสือของผม ผ่านผู้อ่านของผม
 
       คุณผู้อ่านของผมครับ สิ่งเดียวที่ผมอยากจะบอกกับพวกคุณในค่ำคืนนี้ก็คือ

       ถ้าคุณมีความฝันอยากเปลี่ยนแปลงผู้คนรอบข้าง เปลี่ยนแปลงประเทศไทย หรือเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น
แต่วันนี้คุณยังทำไม่ได้ จงจำความรู้สึกนี้ไว้

       ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงอย่าลืมมัน แล้ววันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว คุณจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

       ผมหวังว่าทุกคนจะไม่ลืมมัน ขอบคุณครับ“...
 
        อ่านจบถึงบรรทัดนี้ บางคนอาจยักไหล่นิดๆ คิดในใจ "ก็อย่างงั้นๆ แหละ"
 
       สิ่งที่โดนความรู้สึก สิ่งที่สั่นสะเทือนที่สุดของคนเราแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน หากเงี่ยหูให้ได้ยินและไม่มองข้ามผ่านปรากฏการณ์เพียงเล็กๆ เสียงปรบมือที่ดังยาวของคนหนุ่มสาวทั้งนักศึกษาและวัยทำงานกว่า 700 คนในคืนนั้นกำลังบอกอะไรบางอย่างจากคำพูดที่เข้าไปนั่งในใจคนหนุ่มสาวที่กำลังรู้สึกว่า"เราก็แค่พลังเล็กๆ จะไปเปลี่ยนอะไรประเทศนี้ได้"
        พลังที่เคยเงียบของคนหนุ่มสาวจุดประกายขึ้นแล้วอย่างมากมายในสังคม..น่าเสียดายหากจะปล่อยให้กระจัดกระจาย อ่อนแรงไร้พลังจนเป็นแค่สายลมที่พัดผ่านหลังวิกฤติประเทศไทย พ.ศ. 2553

                                 ------------------------------

หมายเหตุ : งาน Ignite เพื่อสร้างแรงจูงใจดีๆเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในโลกเมื่อปี 2549 ที่ซีแอตเทิล และขยายความนิยมในหลายๆประเทศ โดยกติกามีอยู่ว่า‘ผู้พูด’หรือ Igniters แต่ละคนถูกกระชับวงล้อมคำพูดให้เล่าเรื่องสั้นๆแค่ 5 นาทีผ่านสไลด์ 20 แผ่นที่จะเปลี่ยนไปทุกๆ15 วินาที ด้วยเวลาที่จำกัดทำให้สามารถมีผู้พูดได้จำนวนมากคนและหลากหลาย รวมถึงการออกแบบการพูดที่กระชับ สนใจกิจกรรมเพิ่มเติมคลิกไปดูย้อนหลังได้ที่ http://www.ignite.in.th/