อย่าปล่อยให้ธรรมะลอยนวล

วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 23:59:59 น.  มติชนออนไลน์

สัมภาษณ์ "อาจารย์โกวิท เอนกชัย" หรือ "เขมานันทะ" (ตอนที่ 1) โดย "วิจักขณ์ พานิช"

(วิจักขณ์-เขมานันทะ)

2 มิถุนายน 2553

วิจักขณ์: ตอนนี้โลกของธรรมะกับการเมืองมันไกลกันเกินไปมั้ยครับอาจารย์ ธรรมะเอาไปใช้อะไรได้บ้างในเหตุการณ์ความวุ่นวายแบบนี้

เขมานันทะ: ช่วงที่ผ่านมาบทบาทของพุทธศาสนาน้อยเกินไปครับ พุทธบริษัทน่าต้องร่วมกันทำอะไรมากกว่านี้

วิจักขณ์: ที่ว่าทำน้อยไปนี่ ควรจะทำอะไรดีครับ

เขมานันทะ: มันไม่น่าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลนะครับ โดยแง่มุมทางสังคม พุทธศาสนาควรเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีการเคลื่อนไหว และการเคลื่อนไหวของพุทธบริษัทต้องมีลักษณะพิเศษ แบบเมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีการเดินขบวนประท้วงของชาวมุสลิมที่ปัตตานี น่ากลัวและน่านับถือมากครับ คือเขามีระเบียบในการประท้วง สวดมนต์เสียงน่ากลัวทีเดียว แต่ก็น่าเกรงขาม แล้วก็ได้ผลครับ คือทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เคยข่มขู่ชาวมุสลิมยั้งมือได้ ของเรายังไม่เคยคำนึงถึงพลังของมนตรา อาจเป็นเพราะว่าพุทธศาสนาในเมืองเราตอนนี้อยู่ในช่วงเฉื่อยชา กินดีอยู่ดีกันเกินไป แต่ถ้าเราร่วมใจกันทำอะไรสักอย่าง ผมว่ามีผลนะ อย่างน้อยทำให้คนที่ลังเลอยู่ หรือหาเช้ากินค่ำอยู่เริ่มตระหนักว่านี่มันเกี่ยวข้องกับเราด้วย

ปฏิบัติการข้อแรกคือ การทำความเข้าใจพลังของศาสนธรรมที่ประเทศชาติของเราสังกัดอยู่นะครับ อองซานซูจีพูดดีนะ พูดว่าต้องใช้ความรักสำหรับการเมือง แต่ว่าความรักพูดแบบนี้ค่อนข้างเลื่อนลอย ความรักความเมตตาดูดีมีอุดมการณ์ แต่จริงๆมีความเลื่อนลอยในตัวมันเอง [วิจักขณ์: เลยใช้ไม่ได้ผล]   ...ไม่ได้ผลตั้งแต่ต้นมือเลย

แต่พุทธศาสนาผมว่ามีพลัง พลังไม่ได้อยู่แค่พระสงฆ์นะครับ ผู้หนุนพระสงฆ์คือญาติโยม เมื่อ 30 ปีก่อนที่มีการประท้วงเรื่องชาวนา พระมหาจัด คงสุข เป็นพระรูปแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ออกหน้านำขบวนชาวนาประท้วงรัฐบาล  เรื่องรายละเอียดยังไงจำไม่ได้แล้ว แต่ผลทำให้คนตื่นตัวมากครับ ที่มีส่วนร่วมก็มี ที่คัดค้านประณามมหาจัดก็มี ซึ่งเป็นอาการการตื่น ....คือทั้งชมทั้งด่าแสดงว่าใช้ได้ (หัวเราะ)

วิจักขณ์: (หัวเราะ) เห็นด้วยเลย

เขมานันทะ: สมัยนั้นการคิดไม่เหมือนเพื่อนก็เป็นคอมมิวนิสต์

วิจักขณ์: สมัยนี้ก็เป็นแดงหมดครับ (หัวเราะ)

เขมานันทะ: (หัวเราะ) ครับ... สมมติเล่นๆนะว่าญาติโยมนำโดยพระกลุ่มหนึ่ง เดินขบวนไปเงียบๆ สวดมนต์ไปด้วย ผมว่ามีผลนะ ความศรัทธาในพุทธธรรมตอนนี้ยังหลับอยู่ ยังไม่มีศรัทธาในตัวพระรัตนตรัย ในความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ก็เลยพลัดไปสู่การเป็นเทวดา เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ โดยแตะต้องไม่ได้น่ะครับ

วิจักขณ์: ที่ว่าเดินขบวนนี่ เดินเพื่ออะไรครับ

เขมานันทะ: เพื่อปลุกสิ่งที่หลับอยู่ครับ

วิจักขณ์: ปลุกอะไรครับ

เขมานันทะ: ปลุกผู้คน ปลุกสำนึกของคน

วิจักขณ์: ปลุกให้ออกมาทำอะไรครับ

เขมานันทะ: แค่ปลุกครับ แค่ปลุกให้ตื่น  ผมเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ของพุทธะซ่อนอยู่ในตัวทุกคน  ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะแสดงศรัทธาที่แท้จริงออกมา แล้วก็ยังไม่มีแบบอย่าง เขาก็เลยลังเลที่จะเข้าร่วมในทางบวก  "ปลุก" ในที่นี้ หมายความว่า เกิดการตระหนักขึ้นมาถึงประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริงน่ะครับ  ผมคิดว่าคนไทยก็เหมือนคนในหลายๆประเทศ ที่ชอบเอาอย่างกัน ถ้ามีกลุ่มริเริ่มสักกลุ่มหนึ่งที่กล้า  เป็นไปได้ทีเดียวที่ความรู้สึกที่กว้างกว่าเดิมจะตื่นขึ้น

วิจักขณ์: ตรงนี้อาจมองได้ว่า ถ้ามีกลุ่มที่ริเริ่มลงไปสัมผัสปัญหา กล้าที่จะลงไป เข้าไปเชื่อมกับผู้คน นัยของการเดินที่อาจารย์ว่า ดูจะให้แง่มุมของการร่วมรับรู้ รับฟัง ทำความเข้าใจ เป็นการเข้าถึงตัว เข้าถึงชุมชน เข้าถึงความทุกข์ของคน เป็นการปลุกให้ตื่นจากความเกลียด ความกลัวที่มีต่อกัน  การปลุกศรัทธาในพระรัตนตรัย จริงๆก็คือ การปลุกศรัทธาในความเป็นมนุษย์นั่นเอง คืนศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ให้แก่กันด้วยการลดอคติ แล้วเดินเข้าไปหา   

เขมานันทะ: แม่นยำมากครับ  

วิจักขณ์: แต่ดูเหมือนที่ทำๆกันอยู่ตอนนี้ พอปลุกได้แล้วก็ขอปั่นความคิดของตัวเองไปด้วย ไม่ได้แค่ปลุกอย่างเดียว

เขมานันทะ: ก่อนอื่นเราต้องตระหนักว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวสัจธรรม เป็นเพียงข้ออธิบายสัจธรรม ประสบการณ์ในสัจธรรมเป็นสิ่งที่แต่ละคนจำต้องเข้าถึงด้วยตนเอง ไม่มีใครสามารถมาบอกกันได้

วิจักขณ์: เป็นปัญหาใหญ่เลยครับอาจารย์ เราต่างถูกชี้นำในสัจธรรมมากไป แม้แต่ในพุทธศาสนา

อ.เขมานันทะ: สงสัยจะต้องงอกใหม่... เอาพันธุ์ใหม่มา...

วิจักขณ์:  ไม่รู้ว่าจะมีพื้นที่ให้งอกหรือเปล่านะครับ ของเก่ามันรกเหลือเกิน

เขมานันทะ: การประสานสิ่งดี คือ หัวใจของมหายาน แล้วก็ความเคร่งครัดเอาจริงเอาจังมีระเบียบแบบแผนของเถรวาท น่าจะประสานกันได้ ดังที่องค์ทะไลลามะเคยทำอยู่ช่วงหนึ่ง

วิจักขณ์: คืออาจารย์ยังเชื่อว่า หากพุทธบริษัทออกมาร่วมกันทำอะไรสักอย่างอย่างจริงจัง ก็น่าจะมีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

เขมานันทะ: ช่วงชีวิตผมยังไม่เคยเห็นการประท้วงที่สุภาพและถ่อมตน ส่วนใหญ่ก็ชูกำปั้นทั้งนั้น ซึ่งแสดงออกถึงอารมณ์โกรธ และไร้สติด้วยครับ  อย่างผู้นำคนหนึ่งพูดผ่านจอโทรทัศน์พาดพิงถึงนายกฯว่า "ไม่ยิงทิ้งน่ะบุญเท่าไหร่แล้ว" อย่างนี้ไม่ใช่การประท้วงด้วยปัญญาแล้วครับ เด็กเล็กๆจะคิดยังไงไม่รู้นะครับ ตะกอนเหล่านี้จะซุกซ่อนอยู่ แล้วไปผลิดอกออกผลเอาในวันหน้า ความเกลียดงอกงามขึ้นแล้วในใจคน  ในการชุมนุมประท้วงหากเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ  จิตที่ปรานีย่อมไม่ปรากฏ

วิจักขณ์: พุทธศาสนาในบ้านเราเน้นไปที่ชุดภาษาของ "ความรู้" มากไปหรือเปล่าครับ เน้นแต่ปัญญา ไม่ค่อยจะได้ยินพูดถึงความเมตตากรุณาสักเท่าไหร่

เขมานันทะ: ถ้าเราจะเอ่ยถึงคำว่าเมตตากรุณาในบรรยากาศของชาวพุทธ จะต้องประกอบด้วยปัญญาครับ คำว่าเมตตา วิริยะ ศรัทธาอะไรเนี่ย เป็นศัพท์ทั่วไป ปัญญาแสดงถึงกระบวนการค้นหาความหมายของคำ

อันนี้จึงสำคัญ ถ้าคว้าผิด ไปคว้าสิ่งบัญญัติเป็นปรมัตถ์นี่ก็ยุ่งเลย อย่างที่เซนเรียกว่านิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ เรียกได้ว่าพลาดโอกาสไปทั้งชีวิตเลย แทนที่จะได้ดูพระจันทร์ที่นิ้วชี้บ่งถึง กลับไปจับเอาที่นิ้ว การเห็นแต่นิ้วก็ยิ่งทำให้ปกปิดความจริง

คำว่าเมตตามีรากศัพท์ของมันนะครับ คือ มิตตะ

วิจักขณ์: เป็นมิตร....

เขมานันทะ: เป็นมิตร หรือเป็นมิตรด้วยครับ

วิจักขณ์: ที่อาจารย์บอกว่าเมื่อมีเมตตาต้องมีปัญญาด้วย คือเป็นมิตรแล้วก็ยังต้องทำความเข้าใจ ดูแล้วคำว่าปัญญาก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นลอยๆได้ใช่มั้ยครับ

เขมานันทะ: เลื่อนลอยเกินไปครับ ถ้อยคำที่คนหนุ่มสาวใช้กัน "ฉันรักคุณ ฉันรักคุณ" มันเลื่อนลอยมากเลยนะครับ หมายความว่าอะไรไม่รู้ แต่ในความไม่รู้นั้น เรารู้สึกว่าเราเข้าใจอะไรบางอย่างได้บางระดับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ ดังนั้นเวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ท่านจะพูดทบไปแล้วก็ทวนมา ทบไปแล้วก็ทวนมา เพื่อใจจะค่อยๆน้อมลงไปค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำให้ได้ เพื่อให้ใจเป็นนายเหนือถ้อยคำ และพระพุทธองค์เองก็ทรงเป็นเช่นนั้น

วิจักขณ์: ปัญญามันค่อยๆฉานฉายออกมา จากการที่เราลงไปในถ้อยคำที่สื่อถึงประสบการณ์...
 
เขมานันทะ: (ไม่รอให้พูดจบ) แล้วสุดท้ายก็ไม่มีคำที่จะพูดออกมา พอเราซาบซึ้งอะไรได้มากจริงๆ เราไม่มีถ้อยคำพูดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เป็นศิษย์หรืออะไรก็ตาม  หรือแม้แต่ดอกไม้ ก็พูดไม่ออกบอกไม่ได้ครับ ยิ่งละเอียดอ่อนไปสู่เรื่องความงาม ความดีด้วยแล้ว ยิ่งต้องหุบปากนิ่ง แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆนะครับ เพราะส่วนใหญ่เรามักใช้ภาษาในการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องน่าหนักอกหนักใจมาก เป็นการหลอกลวงอย่างมีระบบ พูดง่ายๆคือการหลอกน่ะครับ (นิ่งนาน)

ทุกวันนี้การพูดเรื่องความดีงามกลายเป็นการโฆษณาเกินจริงเสียโดยมาก...

บ้านตีโลปะ www.tilopahouse.com