แด่คนกรุงเทพฯ

Tue, 01/06/2010 - 11:31 — อภิชาต สถิตนิรามัย โอเพ่นออนไลน์
ข้อมูลในตารางของ 18 จังหวัดในภาคอีสาน ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ซึ่งถูกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงนั้น ประกอบด้วยตัวชี้วัดด้านรายได้ (Income index) และตัวชี้วัดด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง-สังคม (Participation index) ตัวชี้วัดแรก ประกอบด้วยตัวชี้วัดย่อย 4 ตัว คือ ระดับรายได้ของครัวเรือน อัตราความยากจน (Poverty incidence) ครัวเรือนที่เป็นหนี้ และระดับความไม่เท่าเทียมของรายได้ (Gini) ส่วนตัวชี้วัดที่ 2 ประกอบด้วยตัวชี้วัดย่อย 4 ตัวเช่นกัน คือ อัตราการลงคะแนนเลือกตั้ง (Voter turnout) จำนวนการรวมกลุ่ม (Community group) ครัวเรือนที่เข้าร่วมในกิจกรรมกลุ่มท้องถิ่น (Household participating in local group) และครัวเรือนที่เข้าร่วมในกิจกรรมบริการสังคม (Household participating in social service)



จากตาราง กรุงเทพฯเป็นจังหวัดที่ตัวชี้วัดด้านรายได้มีค่าสูงสุดในประเทศ แต่ตัวชี้วัดด้านการมีส่วนร่วมต่ำที่สุด ในขณะที่จังหวัดมุกดาหารมีค่าเฉลี่ยรายได้ลำดับที่ 66 ของประเทศ ซึ่งถือเป็นกลุ่มจังหวัดที่ยากจนที่สุดของไทย (ชั้นที่ 1) แต่ตัวชี้วัดด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีค่าสูงสุดของประเทศ พูดอีกแบบคือ กรุงเทพฯเป็นจังหวัดคู่ตรงข้ามของมุกดาหาร หากเหมาเอาว่าส่วนใหญ่ของคนกรุงเป็นเหลืองแล้ว คนส่วนใหญ่ของมุกดาหารย่อมเป็นแดง
 
เมื่อพิจารณาทั้ง 17 จังหวัด (ยกเว้นกรุงเทพฯ) จะพบว่า 1.ในแง่รายได้ มีถึง 10 จังหวัดที่ตกอยู่ในกลุ่มที่ฐานะทางเศรษฐกิจแย่ที่สุดของประเทศ (ชั้นที่ 1) อีก 4 จังหวัดอยู่ในชั้นที่ 2 และมีเพียง 3 จังหวัดเท่านั้นที่อยู่ในชั้นที่ 3 สรุปแล้วฐานะของคนเสื้อแดงก็คือ คนจนถึงคนชั้นกลาง 2.ในแง่การมีส่วนร่วมด้านการเมือง-สังคม ภาพของทั้ง 17 จังหวัดกลับหัวกลับหางกับภาพด้านเศรษฐกิจกล่าวคือ มีเพียง 5 จังหวัดเท่านั้นที่ตกอยู่ในชั้นที่ 2 (ค่อนข้างต่ำ) อีก 5 จังหวัดอยู่ชั้นที่ 3 ในขณะที่ 4 จังหวัดเป็นชั้นที่ 4 และอีก 3 จังหวัดมีระดับการมีส่วนร่วมสูงสุด (ชั้นที่ 5) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ส่วนใหญ่ของคนใน 17 จังหวัดแดงมีส่วนร่วมทางการเมืองและมีกิจกรรมรวมหมู่ระดับสูง

เรา "อ่าน" อะไรได้บ้างจากตัวเลขชุดนี้ ผมอ่านว่า 1.คนใน 17 จังหวัดนั้นเป็นพลเมืองผู้ตื่นตัว (active citizen) มากกว่าคนกรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้านเศรษฐกิจแย่กว่ามาก ดังนั้นการกล่าวหาของคนกรุงเทพฯต่อคนเสื้อแดงว่าเป็นได้แค่ม็อบเติมเงิน ม็อบรับจ้าง จึงไม่น่าจะถูกต้อง เขาเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในการเข้าร่วมกิจกรรมการเมือง-สังคมมากกว่าคนกรุงเทพฯเสียอีก คนกรุงต่างหากที่เป็นผู้ไม่สนใจ ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่เข้าร่วม ไม่รวมกลุ่มทำกิจกรรมรวมหมู่ พูดง่าย ๆ คือ เป็นผู้เฉื่อยชาทางการเมืองและสังคมมากกว่าคนเหนือและคนอีสานที่ตนดูแคลน

2.ทำไมคนที่รวยกว่า เช่น คนกรุงจึงมีกิจกรรมรวมหมู่น้อยกว่าคนต่างจังหวัด ตอบแบบกำปั้นทุบดินได้ว่า เพราะคนกรุงมีความจำเป็นในการรวมกลุ่มน้อยกว่า กรุงเทพฯในฐานะศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศได้รับการประคบประหงมจากรัฐมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านสาธารณูปโภคทางกายภาพทุกแบบ การศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ

ดังนั้น ไม่ว่าคนกรุงจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่ำแค่ไหน รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนก็ต้องเอาใจคนกรุงอยู่แล้ว คนกรุงจึงไม่เห็นว่าการเลือกตั้งคือเครื่องมือทางการเมืองที่เป็นประโยชน์และมีประสิทธิผลในการแย่งชิงทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ของพื้นที่กรุงเทพฯ คงไม่ต้องแจกแจงในรายละเอียดว่า คนกรุงมีเครื่องมืออื่นที่ทรงอำนาจมากกว่าการเลือกตั้งมาก เช่น สื่อกระแสหลักทุกประเภท (และชนชั้นนำทุกแบบของสังคมก็เป็นคนกรุงด้วย) ลองจิตนาการว่า คุณเป็นคนมุกดาหาร จังหวัดไกลปืนเที่ยง แล้วอยากได้ใคร่มีสาธารณูปโภค โรงเรียน หรือโรงพยาบาล คุณจะต้องทำอะไรบ้าง ง่ายที่สุดคือการเลือกตั้ง ส.ส. พรรค หรือ อบต.ที่คุณคิดว่าจะนำมาซึ่งสิ่งเหล่านี้ (อย่าลืมว่าทำไมสุพรรณบุรีจึงมีชื่อเล่นว่า บรรหารบุรี) หรือไม่คุณก็ต้องรวมกลุ่มกันแล้วไปต่อรอง เรียกร้องกับผู้มีอำนาจ-หน้าที่นั้น ๆ ในแง่นี้จึงไม่แปลกที่มุกดาหารจะมีคะแนนการมีส่วนร่วมสูงที่สุดในประเทศ

ไม่แปลกอีกเช่นกันที่คนกรุงเทพฯคัดค้านข้อเรียกร้องยุบสภาของเสื้อแดง จนกระทั่งยอมออกใบอนุญาตฆ่าให้แก่รัฐบาลอภิสิทธิ์ (ชน) เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางชนะในระบบเลือกตั้งที่คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปมีคุณค่า-น้ำหนักทางการเมืองเท่ากัน เนื่องจากข้อเท็จจริงพื้น ๆ ว่า คนกรุงมีจำนวนน้อยกว่าคนต่างจังหวัด ไม่แปลกเลยที่คนกรุงจำนวนมากจะเห็นด้วยกับ "การเมืองใหม่" แบบ 70/30 ของฝ่ายพันธมิตรฯ และผมจะไม่แปลกใจเลยหากมีตัวเลขยืนยันว่าคนกรุงเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นขั้นต่ำสุดของระบอบประชาธิปไตย น้อยกว่าคนอีสาน
 
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 2553