- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
เลิกเรียนแล้ว แต่นักเรียนกลุ่มหนึ่งยังไม่กลับบ้าน ตกลงกันว่าเล่นสนุกสักพักก่อนจะแยกย้ายกันไป แล้วเส้น ๑ เส้นก็ถูกขีดบนพื้นดิน นักเรียนแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม แต่ละกลุ่มยืนอยู่คนละด้านของเส้น ทันทีที่เกม “ตี่จับ”เริ่มขึ้น
กลุ่มแรกก็ส่งตัวแทนข้ามเส้นไปจับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง พร้อมกับร้อง “ตี่” อย่างต่อเนื่อง ขณะที่คนในกลุ่มนั้นก็ต้องจับตัวคนที่ล้ำเส้นเข้ามาให้ได้ การยื้อยุดฉุดกระชากจะจบลงต่อเมื่อเสียงตี่เงียบลง ถ้าคนร้องยังอยู่ในเขตแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นเชลยของฝ่ายนั้น แต่ถ้าลากคนของอีกฝ่ายหนึ่งข้ามเส้นเข้ามาในแดนของของตนได้ คนนั้นก็ตกเป็นเชลย ฝ่ายไหนกลายเป็นเชลยหมด ฝ่ายนั้นก็แพ้ไป
ทีแรกทุกคนก็เล่นอย่างสนุกสนานและถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ยิ่งเล่นไป ก็ชักแรงขึ้น จนถึงกับทุบตีและเตะต่อยคนที่ล้ำแดนเข้ามา มีการด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย ความสนิทสนมกลมเกลียวไม่หลงเหลือให้เห็น แม้จะมีการเปลี่ยนข้างสลับฝ่ายกัน ด้วยความหวังว่าความรุนแรงจะเพลาลง แต่ก็ไม่เป็นผล ครั้นปะทะกันจนเหนื่อย ก็หมดแรงเล่น ทุกคนนั่งพักด้วยอาการเหนื่อยหอบ มองหน้ากันโดยไม่พูดคุยกันเลย แต่ พอหายเหนื่อยก็เริ่มคุยกันใหม่ มีการหยอกล้อกัน เสียงหัวเราะดังขึ้น แล้วทุกคนก็ลุกขึ้นเดินเกาะกลุ่มกันกลับบ้าน ความสนิทสนมกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งขณะที่อาทิตย์ใกล้จะลับฟ้า
“เส้น”นั้นนับว่ามีอานุภาพมาก แม้เป็นแค่เส้นบาง ๆ แต่ทันทีที่ขีดเส้นแบ่งนักเรียนออกเป็น ๒ กลุ่ม เพื่อนที่คุ้นเคยกันก็กลายเป็นคนละฝ่าย จากเดิมที่เคยกลมเกลียวก็แปรเปลี่ยนเป็นปฏิปักษ์กัน จนถึงขั้นลงมือลงไม้กัน
คำถามที่น่าคิดก็คือ มีแต่เด็กนักเรียนเท่านั้นหรือที่ขีดเส้นแบ่งกันเป็น ๒ ฝ่าย ใช่หรือไม่ว่าทุกหนแห่งในโลก เส้นได้ถูกขีดขึ้นเพื่อแบ่งคนออกเป็น ๒ ฝ่าย และมิได้แบ่งเวลาเล่นเกมกีฬาเท่านั้น แต่ยังแบ่งกันในชีวิตจริง เป็นแต่ว่ามิใช่เส้นที่ขีดบนบนดิน หากขีดขึ้นในใจของผู้คน อาทิ เส้นแบ่งทางศาสนา เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ
เส้นแบ่งเหล่านี้เดิมอาจมีขึ้นเพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นใคร มีอัตลักษณ์ต่างกันอย่างไร เช่น ฉันเป็นพุทธ เธอไม่ใช่พุทธ แต่ไม่ช้าไม่นานมันทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายขึ้นและกลายเป็นปฏิปักษ์กันในที่สุด ใครที่อยู่ฝั่งเดียวกันก็เป็น “พวกเรา” ใครที่อยู่อีกฝั่งก็เป็น “พวกมัน” ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่จะมีเส้นแบ่ง ทุกคนก็ล้วนเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น หรืออาจเป็นญาติพี่น้องร่วมสายเลือดด้วยซ้ำ
เส้นแบ่งนั้นไม่ได้มีมาแต่กำเนิดหรือเมื่อเกิดมีมนุษย์ขึ้นมาในโลก หากเกิดจากฝีมือของมนุษย์ เราขีดเส้นเหล่านี้ขึ้นมาเอง แต่แล้วกลับตกอยู่ในอำนาจของเส้นเหล่านี้ นอกจากจะปล่อยให้เส้นดังกล่าวกลายเป็นกรอบจำกัดมุมมองของเราแล้ว เรายังพากันทำร้ายกันเพราะเส้นแบ่งดังกล่าว โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าแท้จริงเราทุกคนถ้าไม่ใช่พี่น้องก็เป็นเพื่อนร่วมโลก
ช่วงที่สงครามเย็นแผ่ขยายไปทั่วโลก เส้นแบ่งได้ถูกขีดขึ้นระหว่างคนไทย เกิดเป็น “ซ้าย” กับ “ขวา” จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ทะเลาะวิวาท และเข่นฆ่ากัน จนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ฯ ฝ่ายหนึ่งเข้าป่าจับอาวุธ อีกฝ่ายหนึ่งไล่ล่าห้ำหั่น ล้มตายมากมายทั้งสองฝ่าย แล้ววันหนึ่งเส้นแบ่งนั้นก็เริ่มไร้ความหมาย กระทั่งสงครามเย็นยุติ คนที่เคยอยู่คนละฝ่ายก็วางอาวุธ กลับมาเป็นเพื่อนกัน ร่วมพรรคการเมืองเดียวกัน เล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกัน ร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน ไม่ต่างจากเด็กนักเรียนที่พอเล่นตี่จับเหนื่อย ที่เคยฉุดกระชากลากถูอย่างดุเดือด ก็กลับมาหยอกล้อเล่นหัวกันใหม่
วันนี้เส้นแบ่งได้ถูกขีดขึ้นระหว่างคนไทยอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็น “เหลือง”กับ “แดง” แล้วคนไทยก็กลายมาเป็นปฏิปักษ์กันใหม่ ต่างทะเลาะวิวาทกันและกำลังจะเข่นฆ่ากัน เราลืมไปแล้วหรือว่า สักวันหนึ่งเส้นแบ่งนั้นก็จะไร้ความหมาย แล้วพวกเราที่เคยห้ำหั่นกันก็จะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง แต่คงมีอีกหลายคนที่ไม่อาจทำเช่นนั้นได้เพราะกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณแล้วด้วยน้ำมือของพวกเรากันเอง คงมีแต่ชื่อให้ระลึกนึกถึงเท่านั้น ถึงตอนนั้นเราก็คงได้แต่เสียใจว่าทำไมคนไทยถึงฆ่ากันเอง เหมือนกับที่ทหารตำรวจและอดีตทหารป่าหลายคนนึกเสียใจจนทุกวันนี้ แต่กว่าจะได้คิดเช่นนั้นก็หลังจากทีเกิดความเสียหายมากมายเหลือประมาณแล้ว
สิ่งหนึ่งที่ท้าทายความเป็นมนุษย์ในตัวเรา ก็คือ การเอาชนะเส้นแบ่งเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็รู้จักใช้มันให้เป็น คือให้มันทำหน้าที่บ่งบอกอัตลักษณ์ที่ต่างกันเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับกีดกันผู้คนออกเป็นฝักฝ่ายหรือศัตรูกัน ถึงแม้จะเป็นเหลืองหรือแดงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ แต่จะทำเช่นนั้นได้เราต้องกล้าที่จะข้ามเส้นแบ่งเพื่อไปสัมผัสสัมพันธ์กับคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง และเปิดใจรับฟังเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง บางทีเราจะพบว่าเขาก็ไม่ได้ต่างจากเรา แท้จริงแล้วเขากับเรามีความเหมือนมากกว่าความต่าง คือ รักสุข เกลียดทุกข์ มีพ่อแม่ รักครอบครัว และมีน้ำจิตน้ำใจ เช่นเดียวกับเรา
ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะต้องมองเห็นความจริงดังกล่าว (เช่นเดียวกับที่ซ้ายกับขวาได้ยอมรับแล้วว่าต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน) คำถามก็คือจะต้องฆ่าฟันกันจนเลือดนองแผ่นดินหรือเราถึงจะได้คิดและมองเห็นความจริงดังกล่าว
