เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน

กลุ่มเพื่อนรับฟัง เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อไปรับฟังความทุกข์ เรื่องราว และความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง  เพื่อให้กำลังใจและความเห็นใจต่อทุกฝ่ายในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่ได้รับความทุกข์ ความเจ็บปวดและการสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่แตกต่างกัน  เราไม่ได้มีหน้าที่ไปชี้ถูกชี้ผิด ไม่ได้ไปแนะนำหรือเอาเหตุผลใดไปตัดสินหรือกล่าวโทษฝ่ายใดทั้งสิ้น  หน้าที่ของเราคือการไปรับฟังผู้ที่ได้รับความทุกข์ในฐานะเพื่อนมนุษย์คน หนึ่ง และนำเรื่องราวบางส่วนมาบอกเล่ากับสังคม

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๓  กลุ่มเพื่อนรับฟังได้เดินทางไปยัง รพ.เลิดสิน เพื่อขอเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถ.สีลม  เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา ที่นี่ยังคงมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ ๙ ราย 

ผู้บาดเจ็บคนที่ ๑
ผู้หญิงอายุ ๓๕ ปี ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดกระเด็นมาเฉือนตัดเส้นเอ็นที่นิ้วกลางและนิ้วนางข้างขวา  เธอเล่าให้ฟังว่า  เธอทำงานอยู่ใกล้ๆ กับถนนสีลม และเดินทางไป-กลับผ่านถนนสายนี้เป็นประจำ  และได้มาร่วมชุมนุมตอนเลิกงานกับคนในชุมชนสีลมตั้งแต่เย็นวันพุธที่ผ่านมา(21 เมษยน)  จนวันที่เกิดเหตุเธอได้ตัดสินใจแวะเข้าร่วมดูเหตุการณ์ชุมนุม พร้อมทั้งปิดมือถือเพื่อไม่อยากให้ทางบ้านโทร.ตามได้  เธอตัดสินใจมาชุมนุมเพราะไม่เห็นด้วยกับความคิดของคนเสื้อแดงและไม่ต้องการให้คนเสื้อแดงมาชุมนุมปิดถนนบริเวณแยกราชประสงค์เนื่องจากสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ   รวมทั้งต้องการมาให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ปัญหา  ไม่ต้องการให้มีการยุบสภา   เธอเล่าว่า “พี่มาร่วมชุมนุมด้วยตนเองคนเดียว ไม่ได้ชวนใครมาด้วยเพราะไม่อยากรบกวนใคร  เราเห็นคนสีลมเขาเดือดร้อนและเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กลุ่ม นปช.ทำ จึงตัดสินใจมา  ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นแบบนี้ เพราะเราเป็นประชาชนธรรมดาๆ ที่มากันด้วยใจไม่ได้มีอาวุธอะไรเลย   ไม่ได้มีการจัดตั้ง ไม่ได้มีแกนนำอะไรทั้งสิ้น  เวทีก็ไม่มี ต่างคนต่างมากันเอง”  ตอนที่เกิดเหตุนั้นเธอยืนอยู่ที่บริเวณหน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยาใกล้ๆ กับร้านโอปองต์แปงต์  “มีเสียงระเบิดเกิดขึ้น 3 ลูก แต่เข้าใจว่าละแวกใกล้เคียง คงจะไม่มีระเบิดมาตกลงบริเวณที่ยืน  จนลูกที่ 4 ได้ตกลงมาทางด้านหลังของพี่  ผู้คนแตกฮือ  พี่รีบวิ่งหนีหลบออกมา  ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิ้วเราถูกสะเก็ดระเบิด  รู้สึกชาๆ ที่นิ้ว พอยกขึ้นมาดูก็ตกใจมากเพราะนิ้วห้อยร่องแร่ง  พี่กลัวนิ้วจะขาดจึงรีบเอามืออีกข้างประคองนิ้วเอาไว้แล้วรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคนแถวนั้น  ก็มีคนช่วยขับรถนำมาส่ง รพ.”  เธอบอกว่าโชคดีมากที่ไม่ถูกสะเก็ดระเบิดเฉือนข้อมือ และบริเวณท้อง เพราะเมื่อมาตรวจดูอีกทีพบว่ามีสะเก็ดระเบิดฝังอยู่ที่บริเวณกำไลข้อมือ และที่กระเป๋าสะพายข้างตัวนั้นก็ถูกสะเก็ดระเบิดทะลุเป็นรู  แต่โชคดีที่มีเอกสารและเครื่องสำอางในกระเป๋าช่วยกันไว้อีกชั้นไม่ให้สะเก็ดทะลุออกมาโดนบริเวณท้อง  เธอบอกว่า “ไม่คิดเลยว่ากับการที่เราแค่มาชุมนุมเพราะไม่เห็นด้วยกับนปช.  จะมีคนหมั่นไส้เราจนถึงกับต้องใช้ระเบิดมาทำร้ายกันแบบนี้”   

แม้จะได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น  แต่เธอก็บอกว่าหากเป็นไปได้ในตอนนี้ก็ยังอยากเห็นคนเสื้อแดงยุติการชุมนุมอย่างสันติ  “พี่เองไม่ได้อยากให้มีการสลายม็อบด้วยความรุนแรง  ไม่อยากให้มีใครต้องถูกทำร้ายหรือบาดเจ็บ  เพราะขนาดเราเองโดนแค่นี้ เรายังรู้สึกเจ็บปวดมากมายขนาดนี้   ถ้าเกิดมีการสลายม็อบจริงจะมีคนอีกจำนวนมากต้องเจ็บปวดเหมือนเราหรือมากกว่าเราด้วยซ้ำ   เพราะตอนเราดูข่าวทีวีแล้วเห็นคนถูกตีถูกทำร้าย  เรายังรู้สึกสงสารและเห็นใจเขาเลยว่าเขาคงต้องเจ็บปวดมาก  แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนเสื้อแดง  แต่ก็ไม่อยากให้ใครต้องถูกทำร้ายหรือได้รับบาดเจ็บอีก”

เธอบอกว่าหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้เธอเองก็คงจะไม่กลับไปร่วมชุมนุมอีก  “ตอนที่เกิดเหตุนั้น พี่คิดถึงแม่ที่บ้านอย่างเดียวเลย  เป็นห่วงแม่มาก กลัวแม่จะเสียใจ ไม่อยากให้แม่เป็นทุกข์ใจเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา” 

ผู้บาดเจ็บคนที่ 2
ผู้ได้รับบาดเจ็บรายนี้เพิ่งจะผ่านการผ่าตัด ๔ ชั่วโมง เพื่อเอาสะเก็ดระเบิดที่ฝังลึกบริเวณลำคอด้านขวา เกือบจะโดนเส้นเลือดใหญ่ออก  เธอบอกกับเราว่า การออกไปชุมนุมของเธอในวันนั้น และวันก่อนหน้านั้น เป็นเพราะหลายเหตุผลด้วยกัน บ้านของเธอก็อยู่ละแวกนั้น คือ ศาลาแดง แต่คนที่มาชุมนุมกันในวันเกิดเหตุ มีทั้งคนที่บ้านอยู่แถวนั้น คนที่ทำงานออฟฟิศแถวนั้น และคนที่อยู่ชุมชนอื่น แต่ต้องการมาแสดงความคิดเห็น ร่วมกับคนที่ได้รับผลกระทบที่สีลม  เหตุผลสำคัญประการหนึ่งสำหรับเธอ ที่ออกมาชุมนุม คือ ต้องการแสดงออกถึงความรักเทิดทูนที่เธอมีต่อในหลวง   และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ ความรู้สึกห่วงใยในความเดือดร้อนของพนักงานที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำของห้างร้านบริเวณราชประสงค์ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ตอนนี้ได้รับผลกระทบมากจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เพราะเขามีรายได้จากการทำงานรายวัน และตอนนี้ก็จะขาดรายได้  อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่ได้ออกไปเพื่อต่อต้านหรือต่อสู้กับคนเสื้อแดง เธอเพียงต้องการจะแสดงออกในสิ่งที่เธอคิดเห็น “อยากให้ได้เห็นว่า คนที่คิดเห็นอีกแบบก็มีอยู่เยอะ”

“เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงระเบิด  แต่ถึงจะเป็นคนเสื้อแดง พี่ก็จะไม่เหมารวมว่าคนเสื้อแดงทั้งหมด    ในครอบครัวหนึ่ง ถ้ามีคนหนึ่งทำอะไรไม่ดี ก็ไม่ได้แปลว่า พี่น้องที่เหลือต้องโดนว่าไปด้วย  กลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ก็ใหญ่กว่าครอบครัวหนึ่งเสียอีก มีคนหลากหลาย”   เธอเล่าต่อว่า “ที่แน่ๆ  พี่ไม่ได้ออกไปชุมนุมเพราะต่อสู้อะไรกับคนเสื้อแดง  และไม่ได้อยากให้คนเสื้อแดงหรือเสื้อสีไหน ต้องมาเจอกับความรุนแรงอย่างที่พี่เจอ  เราไม่ได้ต้องการความรุนแรงเลย”   เธอเห็นว่า “การมีความเห็นที่หลากหลาย มันก็ต้องฟังกัน”

 “ที่ผ่านมา ประเทศเราไม่เคยมีที่ชาวบ้านมาขัดแย้งกับชาวบ้านด้วยกันเอง มีแต่ชาวบ้านกับรัฐบาล  ตอนนี้ มันไม่เป็นอย่างนั้น..   เพื่อนพี่ที่มาชุมนุมด้วยกัน ก็เป็นคนต่างจังหวัด มีญาติๆ ที่เป็นเสื้อแดง..  เราเห็นต่างกันได้ แต่คงไม่ได้อยากให้อีกฝ่ายต้องตายหรือบาดเจ็บไป”

เธอเล่าว่า ไม่คาดคิดว่า จะมีใครยิงระเบิดลงมาในที่ชุมนุมของคนที่ “เป็นคนธรรมดาๆ ไม่มีอาวุธ มีแต่ธงชาติ” แบบนี้   ส่วนหนึ่ง ถ้าจะโทษใคร เธอก็บอกว่า คงต้องโทษตัวเอง “แต่ถ้าพี่ไม่ยืนอยู่ตรงนั้น   ไม่เป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ตรงนั้นว่าง ก็อาจจะมีคนอื่นมายืนแทน และมีคนต้องมาเจ็บแทนพี่อยู่ดี” 

---

ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร มีความคิดเห็นแบบไหน ทุกคนก็เป็นคนที่มีความต้องการพื้นฐาน ความทุกข์ ความเจ็บปวด มีคนที่รักและเป็นห่วงเขาเหมือนกัน ขอให้ความเจ็บปวดของพวกเขาเหล่านี้ช่วยเตือนให้เราช่วยกันอย่างถึงที่สุดเพื่อไม่ให้สังคมของเราเกิดประวัติศาตร์เช่นนี้ขึ้นอีกเลย

อาสาสมัครเพื่อนรับฟัง
๒๕ เมษายน ๒๕๕๓