**ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล

บันทึกฉบับนี้เป็นฉบับที่ 3 ของกลุ่มเพื่อนรับฟัง กลุ่มอาสาสมัครได้เข้าไปพูดคุยกับผู้บาดเจ็บ ทั้งผู้ชุมนุมและทหาร รวมถึงญาติพี่น้อง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลรามาธิบดี พวกเรามีจุดมุ่งหมายเพื่อไปรับฟังความรู้สึก เรื่องราวความทุกข์ ความกังวล ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

ในครั้งที่ 3 นี้ (วันที่ 21 เมษายน 2553) เป็นเวลา 11 วัน หลังเกิดเหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัว ผู้บาดเจ็บที่ยังอยู่ในโรงพยาบาลจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส บางคนถึงกับไม่สามารถพูดได้ ต้องใช้การเขียนเพื่อสื่อสารกับพวกเรา

ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่อาสาสมัครได้รับฟังจากผู้บาดเจ็บ ซึ่งพวกเราหวังว่า “เสียง” เหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันมากขึ้น เห็นว่าเบื้องหลังความรุนแรงนั้นมีหัวจิตหัวใจของมนุษย์อยู่  และช่วยกันเตือนสติไม่ให้เราตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง แต่ใช้พลังนั้นในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ
 

ทหารคนที่ 1

พลทหารเกณฑ์จากกาญจนบุรี อายุ 22 ปี เข้าเป็นทหารได้ปีครึ่งอีก 6 เดือนจะปลดประจำการ ได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้าง ลุกขึ้นเดินได้แต่ต้องใช้ไม้เท้ายันทั้งสองข้าง มีภรรยาแล้ว ลูก 1 คน อายุ 5 เดือน ขณะที่พูดคุย  ภรรยาผู้บาดเจ็บโทรมา ภรรยาต้องการมาเยี่ยมเนื่องจากเป็นห่วง   แต่เขาบอกว่าไม่อยากให้มาเพราะมีค่าใช้จ่ายและต้องการให้ภรรยาดูแลลูกกลัวว่าลูกจะไม่สบาย

วันเกิดเหตุได้รับคำสั่งให้ย้ายจากลาดหลุมแก้วมาที่สี่แยกคอกวัว เมื่อข้ามสะพาน มีรถของผู้ชุมนุมตามมาและปิดกั้นเส้นทาง จนถึงกลางสะพานรถติดไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้ต้องลงเดิน ในขณะที่ผู้ชุมนุมส่งเสียงว่ากล่าวด้วยถ้อยคำหยาบคาย เมื่อมาถึงบริเวณวัดบวรนิเวศ ได้พักสักครู่รู้สึกแสบหน้าตา และตามเนื้อตัว ต่อมาได้ยินคนพูดว่าแก๊สน้ำตา เขาและเพื่อนทหารได้ไปล้างหน้าล้างตาในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมร้องเพลงชาติและ ส่งเสียงดังทำให้ทหารไม่ได้พักต้องตื่นตัวตลอดเวลา ระหว่างที่มีการผลักดันนั้น เขาและเพื่อนทหารที่อยู่แถวหน้าไปไหนไม่ได้ต้องตรึงกับผลักเท่านั้น เหมือนเป็นแซนวิชอยู่ตรงกลาง ต้องยกโล่ไว้ตลอดเป็นชั่วโมง ๆ เขาบอกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อยมาก แต่เพราะได้รับการฝึกมาว่าถ้าเอาโล่ลงก็หมายถึงชีวิต เขาและเพื่อนทหารโดนอิฐตัวหนอนจากผู้ชุมปาเข้ามา ตัวเขาเองโดนที่ศีรษะ ถึงแม้จะใส่หมวกกันน๊อคแต่ก็รู้สึกมึน เขาและเพื่อนๆ หัวเราะกับเหตุการณ์ที่ถูกปาอิฐเข้าใส่แบบนั้น พอถามว่าหัวเราะเพราะอะไร ก็บอกว่าในใจก็รู้สึกกลัวเหมือนกันการหัวเราะเหมือนเป็นการปลอบใจซึ่งกันและกัน สักพักเขาเห็นคนใส่ชุดดำในกลุ่มผู้ชุมนุมถือปืน แต่ได้รับคำสั่งก่อนหน้าว่าห้ามตะโกนจึงกระซิบบอกเพื่อนใกล้ ๆ กัน และก็บอกต่อกันไปว่าฝั่งโน้นมีปืน ตอนที่มีเสียงระเบิดเขารู้สึกเจ็บจี๊ด เท้าอ่อนแรงและล้มลง มีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตุ๊กตาในขณะที่ถูกเพื่อนทหารหิ้วปีกทั้งสองข้าง ลากวิ่งหนีระเบิดมีความรู้สึกเหนื่อยอยากพักเพื่อให้ได้กำลังกลับคืนมา

ถามว่าเมื่อมาอยู่โรงพยาบาลมีโอกาสได้คิดทบทวนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความ รู้สึกกับเหตุการณ์นั้นอย่างไร เขาบอกว่าอยากกลับไปที่เดิมอีก ไปทำตามหน้าที่ ไปอยู่กับเพื่อนทหาร ประกอบกับระหว่างอยู่โรงพยาบาลมีประชาชนให้ความห่วงใยและแสดงน้ำใจมาเยี่ยม ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่ทำให้รู้สึกว่าการเป็นทหารและสิ่งที่ทำไปถึงจะเจ็บแต่ ก็เป็นความภาคภูมิใจ เขาบอกว่าก่อนหน้านี้เคยหนีทหารมาก่อน แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้และความห่วงใยและกำลังใจที่ได้รับทำให้อยากกลับไปปฏิบัติหน้าที่อีก

เมื่อถามถึงทางออก  เขาบอกว่าไม่อยากให้มีกลุ่มเสื้อหลากสีออกมา  เกรงจะเป็นม๊อบชนม๊อบ  และจะทำให้เหตุการณ์วุ่นวาย ทำให้ทหารอาจต้องปฏิวัติ  แล้วประเทศชาติก็จะเสียหายได้

ผู้ชุมนุมคนที่ 1
น้องนักศึกษาชายอายุ 22 ปี คณะวิศวะคอมพิวเตอร์ กำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 4   เมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้รับเรียกว่าให้ไปชุมนุมที่ราชดำเนิน  เขาได้ฝากโทรศัพท์มือถือและหมวกกันน๊อคไว้กับป้าที่รู้จักกันในการชุมนุม  เพื่อตัวเขาจะได้เขาไปรวมอยู่ที่ด้านหน้าของกลุ่ม นปช ไม่นานหลังจากนั้นป้าก็ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากทางที่เขาเพิ่งวิ่งเข้าไป   
   
วันที่ 11 เมษายน พ่อของน้องได้เดินทางมาจากจังหวัดร้อยเอ็ด พบลูกชายอยู่ในห้องไอซียู หน้าตาบวมปูดน่ากลัว จากการโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศรีษะ มีโอกาสรอดแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ เวลานั้นหมอได้ผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดออกไปบางส่วนแล้ว  แต่ยังเหลืออีก 2 ชิ้นที่อยู่ใกล้เส้นเลือดใหญ่มาก มีความเสี่ยงสูงในการผ่าตัด  คุณพ่อตัดสินใจรักษาชีวิดของลูกชายไว้โดยทำใจว่าถ้าลูกชายรอดตายเขาอาจจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือโดยมีสะเก็ดระเบิด 2 ชิ้นนี้อยู่กับเขาตลอดไป
   
วันนี้ 21 เมษายน คุณพ่อยังคงเฝ้าน้องอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี  น้องเพิ่งย้ายออกจากห้องไอซียู  ขณะนี้พูดและขยับร่างกายไม่ได้  สามารถโต้ตอบแสดงการรับรู้ได้แค่พยักหน้า  คุณพ่อพูดถึงลูกชายว่ามาเรียนอยู่ไกลบ้านหลายปี  พ่อแม่ก็เป็นห่วง  “พอพ่อรู้ว่ามาร่วมชุมนุมก็ยิ่งห่วงเขา เพราะเรารู้จักนิสัยเขาดีว่าเป็นคนมุทะลุ เขาเป็นคนรักพวกรักพ้อง  ถ้าเห็นใครรังแกเพื่อนนี่ เขาจะไม่อยู่เฉยแน่นอน”  ซึ่งคุณพ่อก็ให้เกียรติในการเลือกแนวทางทางการเมืองของลูกชาย  “ตอนนี้ไม่ได้คิดโกรธโทษใคร พ่อก็อธิษฐานขอให้บุญกุศลที่พ่อทำมา  ได้ไปถึงเขาบ้าง  ตอนนี้ขอแค่ให้เขารู้สึกตัว  พอให้ทำกายภาพได้แล้วก็คงรักษากันไป” 

“ตั้งแต่ลูกมาอยู่โรงพยาบาล  พ่อก็นอนไม่ค่อยหลับ  วันๆ หนึ่งก็นอนแค่ 3 ชั่วโมง  พอจะนอนก็คิดว่าแล้วเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป  ก็ไม่อยากจะคิดถึง”
“พ่ออยากบอกถึงคนที่มีอำนาจว่า  ให้คิดให้มากๆ ถึงคนที่อยู่ในการชุมนุม ว่าเขาต้องโดนอะไรบ้าง” 
   
สำหรับทางออกจากปัญหาก็คือ  “ต้องใช้สันติวิธี  ต้องพูดคุยกัน  ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเอาแต่ตัวเองเป็นหลัก  ถ้าคุยกันไม่ได้ก็ต้องหาคนที่ 3 มาช่วยเหมือนเรื่องในครอบครัวนั่นแหละ”
   
“ไม่อยากเห็นคนไทยมาทำร้ายกันเอง  เรากำลังทำให้ในหลวงเป็นทุกข์”


ทหารคนที่ 2
ทหารวัย 25 ปี เป็นหัวหน้าหน่วย ถูกสะเก็ดระเบิดทะลุผ่านเกราะอ่อนเข้าซีกซ้ายของร่างกาย ณ วันที่ไปเยี่ยม ศีรษะบริเวณหน้าผากซ้ายมีบาดแผลกว้างประมาณ 1 เซนติเมตรที่ตกสะเก็ดแล้ว ด้านหลังศีรษะอาจจะมีแผลบ้าง สังเกตจากรอยเลือดและน้ำเหลือง บนหมอน ที่แขนซ้ายพันแขนด้วยผ้าก๊อตสีขาวมีเฝือกอ่อนประคองมือไว้ ส่วนแผลที่ลำตัวและขาเสื้อผ้าคลุมอยู่จึงมองไม่เห็นแต่จากคำบอกกล่าวของเจ้าตัวจึงได้รู้ว่าต้องทำความสะอาดแผลทุกวันจนกว่าหมอจะเห็นว่าปลอดภัยจากการติดเชื้อจึงจะเย็บแผลให้

พื้นเพเป็นคนยโสธรแต่มาประจำการที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว ถูกเรียกตัวมาดูแลความปลอดภัยสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ในวันที่ 10 เมษายน วันที่เกิดเหตุปะทะกันนั้นอยู่ที่โรงเรียนสตรีวิทย์ สถานการณ์ช่วงแรกๆ ที่มีการเผชิญหน้ากันนั้น ก็ยังพอรับได้แม้จะอึดอัดบ้าง เมื่อเริ่มมีข้าวของปาเข้ามาในกลุ่มทหาร เช่น อิฐบล้อก และขวดเปล่า เมื่อเวลาผ่านไป พอมีเสียงปืน เสียงระเบิด ก็ไม่คิดว่าความรุนแรงจะถึงขั้นนี้  ตอนที่ตนเองโดนระเบิดนั้น ก็ถึงกับฟุบลงไป ยังมีสติพอที่จะสำรวจร่างกายพลางคิดในใจว่า “โดนเข้าแล้ว” ก่อนที่จะพยุงร่างตนเองออกจากที่เกิดเหตุและหาที่ปลอดภัย เห็นเพื่อนทหารบางคนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพื่อนทหารต้องช่วยกันลากออกมา ก่อนที่จะได้ยินเสียงระเบิดอีกลูกตามมา ช่วงเวลาหลังจากถูกระเบิดซึ่งเขาคิดว่าประมาณเที่ยงคืนจนถึงโรงพยาบาลประมาณตี 2 (ที่เตียงคนไข้มีบอกเวลารับคนไข้) เป็นช่วงที่เจ็บปวด อึดอัด เสียใจ สับสน ความคิดคำถามต่างๆ ที่เคยคิดไว้บ้างแล่นเข้ามาในสมอง เรามาทำอะไรกันที่นี่ คนไทยด้วยกันต้องมาต่อสู้กันเองเหรอ สู้กันไปเพื่ออะไร คนไทยด้วยกันทำกันได้ลงเหรอ อยากกลับบ้าน อยากใช้ชีวิตเป็นปกติ 

มาถึงวันนี้หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปสิบวัน ก็อยากให้ความรุนแรงจบลงแค่วันนั้นไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บเพราะเหตุการณ์แบบนี้อีก อยากให้เกิดความสงบ ความปลอดภัย จะได้ใช้ชีวิตเป็นปกติ ไม่ได้โกรธเสื้อแดง แต่เสียใจมากกว่าที่ต้องมาตีกันเอง และก็ยินดีถ้าเขาจะมาเยี่ยม ถ้าเป็นไปได้ก็อยากฝากให้คนที่มีอำนาจทั้งฝ่ายรัฐและเสื้อแดงใส่ใจในการสั่งการ หรือชักชวนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงเพราะมีผลกระทบต่อชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ทำตาม

ผู้ชุมนุมคนที่ 2
ผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุน  ทำให้ไม่สามารถพูดคุยได้  จึงสื่อสารด้วยการเขียน   ดังนั้นอาสาสมัครที่ไปด้วยกัน 3 คน  จึงอ่านข้อความและซักถาม 1 คน  ที่เหลืออีก 2 คนได้คุยกับญาติของผู้เข้าร่วม   ซึ่งเป็นพี่ชายและพี่สะใภ้   โดยสอบถามได้ข้อมูลจากการพูดคุยดังนี้ “ผมเป็นพี่ชาย  มีอุดมการณ์เดียวกันกับน้อง  คือต้องการประชาธิปไตย  และไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญที่ร่างปี 2550  ด้วยคมช.ซึ่งได้สืบสานอำนาจเผด็จการ  น้องชายเป็นอาจารย์ที่วิศวะคอมพิวเตอร์  ลาดกระบัง  เค้าไปร่วมชุมนุม   แต่ผมไม่ไปร่วมชุมนุม  เพราะมีลูกเมีย  ภาระที่ต้องรับผิดชอบ  ไม่อยากไปเสี่ยง   สิ่งสำคัญสำหรับผมคือ  การให้ประชาชนมีสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย   เลือกคนที่จะไปเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง    ดังนั้นทางออกคือ  การตั้งรัฐบาลพระราชทาน  ให้ระยะเวลา 2 ปี  แล้วจากนั้นก็มาเลือกตั้งกันใหม่   เราถูกปลูกฝังให้รักชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์มาตั้งแต่เด็ก   ซึ่งชาติและศาสนาไม่มีตัวตน  มีแต่พระมหากษัตริย์   แต่ตอนนี้มีความเสื่อม  จากการที่เราได้ดูคลิปที่เผยแพร่ต่างๆ   ดังนั้นผมคิดว่าควรจะแก้ปัญหาด้วยการมีรัฐบาลแห่งชาติ   เสื้อเหลืองก็ผิด  เสื้อแดงก็ผิด  คุณทักษิณก็ผิด  ให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม   แล้วเริ่มต้นกันใหม่    และสื่อก็ต้องเป็นกลางในการเสนอข่าวสารมากกว่านี้  โดยเสนอข้อมูลทั้งสองด้าน ไม่ใช่มีแค่สื่อของรัฐบาลที่ออกคลิปซ้ำๆทุกวัน  และหากทางฝ่ายทหารอยากมาเยี่ยมก็ไม่ได้ว่าอะไร  เพราะคิดว่าเค้าทำตามหน้าที่ในการสลายการชุมนุม  แต่คนที่สั่งการต้องรับผิดชอบ    ผมชัดเจนในเหตุผลการชุมนุม  เพราะต้องการประชาธิปไตยที่มาจากคนที่ประชาชนเลือก  ไม่ใช่เผด็จการ”   


ทหารคนที่ 3
ชายหนุ่มอายุ 22 ปี กำลังนอนอยู่บนเตียง แขนข้างขวาตั้งแต่ข้อศอกจนถึงปลายนิ้วถูกเข้าเฝือกไว้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ยังไม่สามารถกำมือได้ หมอบอกว่า เอ็นที่แขนขาด ทำให้นิ้วมือขยับไม่ได้ ต้องใช้เวลารักษาสักระยะหนึ่ง ซึ่งหมอบอกว่าให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ แต่ผู้พันมาเยี่ยมและบอกว่าเหตุการณ์ข้างนอกยังไม่สงบ ให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลไปก่อน

ตอนที่เราเข้าไปแนะนำว่ามาจากกลุ่มเพื่อนรับฟัง แรกๆ เขายังนอนพูด พอคุยได้สักพัก ท่านอนกลายเป็นท่านั่งอย่างกระฉับกระเฉง เสียงที่เล่าฟังดูมีแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งยังแสดงท่าทางประกอบด้วย

หนุ่มคนนี้อยากเป็นทหาร จึงสมัครเข้าเป็นทหารด้วยตนเองและประจำอยู่กองพัน 1 รอ.ปราจีนบุรีได้ 2 ปีแล้ว บ้านเกิดอยู่กบินทร์บุรี เดินทางเข้ากรุงเทพฯ วันที่ 8 เมษายน วันแรกก็มาที่สุวรรณภูมิ วันที่สองก็ไปลาดหลุมแก้ว ในวันเกิดเหตุการณ์ 10 เมษายน ช่วงบ่ายที่มีการดันกลุ่มผู้ชุมนุมเขาบอกว่าปกติแรงเขาเยอะ แต่วันนั้นร่างกายไม่พร้อม ไม่ได้นอน ฝ่ายทหารมีโล่และกระบองเป็นอาวุธ ส่วนฝ่ายเสื้อแดงมี ก้อนหิน ขวดแก้ว ขวดพลาสติก ไม้ปลายแหลม ถือวิ่งรี่เข้ามาทำร้ายพวกทหาร ก้อนหินใหญ่มากขว้างมาถูกศีรษะ ทั้งๆ ที่ก้มก็ยังรู้สึกมึนเลย (ทำท่าก้มศีรษะด้วย) ฝ่ายแดงเริ่มก่อน เขาจำหน้าชายคนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดงและมีหน้าที่สั่งการได้ว่าเคยเห็นครั้งหนึ่งที่ลาดหลุมแก้ว ถ้าเจอหน้ากันอีกเขาก็ชี้ตัวได้ถูกต้อง การปะทะกันช่วงบ่ายก็หยุดลงระยะหนึ่ง พอเวลา 6 โมงเย็นเขาก็ได้ยินเสียงร้องเพลงชาติร่วมกัน เขาก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน ร้องเพลงชาติไทยเหมือนกัน เขารู้สึกสงสัยว่าพวกที่ก่อเหตุความรุนแรงไม่น่าจะเป็นคนไทย เพราะถ้าเป็นคนไทยไม่น่าทำกันเอง

เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ขณะที่เขาถูกส่งมายังสี่แยกคอกวัวอีกครั้ง เขาลงจากรถแค่นั้น ก็มีเสียงระเบิดขึ้นมาใกล้ๆตัว วินาทีนั้นเขาคิดถึงแม่และพ่อ เขาคิดว่าคงตายแน่ แต่พอเขาจับหน้าอกตัวเองรู้สึกว่าเขายังไม่ตายนี่ เขาคงไม่โดนระเบิด แต่....นิ้วโป้ง กับ นิ้วชี้ ข้างขวาทำไมกางออก อีกสามนิ้วงออยู่ เขาไม่สามารถจับมันขึ้นมาได้ เขาจึงมองไปที่ท่อนแขนขวาใกล้ๆข้อศอกเห็นว่าถูกยิงทะลุมีเลือดไหลออกมามาก เขาจึงพาตัวเองออกจากบริเวณนั้นซึ่งเขารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก ต้องปิดปาก ปิดจมูก มาตลอดจนพบเจ้าหน้าที่รถดับเพลิงที่คุ้นหน้ากันดีเป็นคนพามาที่ท่าเรือเพื่อส่งต่อมายังโรงพยาบาล เขายังบอกว่าเขาเห็นคนยืนอยู่บนตึกสูง เขาคิดว่าเป็นคนที่ยืนดูเหตุการณ์ ต่อเมื่อเขาได้มาดูข่าวถ่ายทอดเหตุการณ์ เขาบอกว่า ทหารยิงปืนขึ้นฟ้า พวกที่ยิงจริงๆ ไม่ใช่ทหาร โดยเฉพาะคนเสื้อแดงที่ถูกยิงจากด้านหน้าแล้วล้มลงเพราะทหารอยู่ด้านหลังคนเสื้อแดงคนนั้น

เมื่อถามว่าเขารู้สึกอย่างไรต่อการบาดเจ็บ เขาตอบด้วยเสียงดังหนักแน่น ว่าโกรธแค้นเสื้อแดงมาก อยากรู้ว่าใครเป็นคนปาระเบิดมาใส่เขา รู้สึกว่าทหารถูกข่มขู่มาก เขาได้ยินมาว่าทหารที่บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เสื้อแดงยังตามมา และตบหน้าทหารด้วย นี่ถ้ามือขวาเขาใช้ได้เขาจะชกหน้าเสื้อแดง(ทำท่ากำหมัดและเหวี่ยงแขนชก) เขาสู้ไม่ถอยเหมือนกัน ถามว่าทางออกต่อเหตุการณ์นี้คิดว่าจะเป็นอย่างไร เขาตอบทันทีด้วยเสียงดังชัดเจนว่า “ยุบสภา” สักพักพูดต่อว่า เอ้อ...ถ้ายุบพวกเสื้อแดงก็จะได้ใจ กลับมาข่มขู่อีก ตอนนี้ยังมองไม่เห็น หากเสื้อแดงจะขอเข้ามาคุยด้วยจะว่าอย่างไร เขาตอบทันทีว่า “ไม่เอา” (ทำท่าสะบัดหน้าหนี)

เขาพูดขึ้นมาเองว่าไม่อยากให้กลุ่มเสื้อหลากสี หรือ สีเหลือง ชุมนุมหรือต่อสู้กับเสื้อแดง เพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย และ คนที่มีหน้าที่รักษาความสงบให้บ้านเมืองคือ พวกทหาร พวกเราได้รับการฝึกมาจะมีขั้นตอนในการต่อสู้ (ในขณะที่พูด คนฟังยังรู้สึกว่าเขาภูมิใจในอาชีพ ทหาร จริงๆ เลยทำให้คิดต่อว่า ถ้ามีทหารที่ปฎิบัติหน้าที่จริงๆ บ้านเมืองคงสงบ น่าอยู่มาก)

ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ เขาบอกว่ารู้สึกเศร้าใจ อยากร้องไห้ ทุกวันนี้เขานอนไม่ค่อยหลับ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ยังคงอยู่
---


ภายใต้สีเสื้อหรือชุดปฏิบัติการต่างๆ ยังคงมีหัวใจของมนุษย์อยู่เสมอ ที่ล้วนขื่นขมและอึดอัดกับสถานการณ์ความแตกแยก เพราะลึกๆแล้วเราต่างปรารถนาสังคมที่เป็นสุข มีความเป็นธรรม มีความเกื้อกูล มีศักดิ์ศรี มีความสุขสงบ ไม่ต่างกัน

วันที่ 21 เมษายน 2553
อาสาสมัครเพื่อนรับฟัง