- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
Make Peace Not War
(ปรับปรุงจากคำสัมภาษณ์แก่นิตยสาร A Day Bulletin เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๓)
สัมภาษณ์:วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม ภาพ:กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร
ต่อให้ติดตามข่าวการเมืองบ้างไม่ติดตามบ้าง ตามแต่โอกาสหรือสภาพสังขารแต่ละคนจะอำนวย เราก็ค่อนข้างแน่ใจว่า ช่วงนี้คุณต้องได้ยินคำว่า สันติวิธี กันแทบจะวันละ 3 เวลาหลังอาหาร
ว่าแต่สันติวิธีคืออะไร ทำไมทุกคนอ้างอิงถึงแต่คำนี้ ทั้งที่น่าจะเป็นคำพูดที่พูดง่ายแต่ทำยากและดูสลับซับซ้อนมากอีกคำหนึ่งในการนำมาใช้หลายๆ บริบท
เรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก ย่อมต้องการผู้ที่มาอธิบายและคลี่คลายปมอันยุ่งเหยิงให้เป็นเส้นด้ายเรียบตรงที่นำมาร้อยผ่านเข็มและช่วยเย็บปะติดปะต่อให้ผืนผ้าแห่งความคิดที่หลากหลายให้กลายเป็นผ้าผืนเดียวกัน
พระไพศาล วิสาโล คือบุคคลที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อคำว่าสันติวิธีลอยกระทบเข้าหู โดยประวัติอย่างย่อ พระไพศาล ได้ชื่อว่าเป็นพระนักกิจกรรมที่มีแนวคิดสร้างสันติภาพท่ามกลางความขัดแย้งมาโดยตลอด ไม่ว่าสันติภาพนั้นจะเป็นในระดับบุคคลหรือสังคม ถ้าประเทศนี้จะมีใครยึดแนวทางแบบอหิงสาอย่างเหนียวแน่นไม่แคลนคลอนได้จริง ชื่อของพระไพศาล ก็น่าจะเป็นชื่อที่ทำให้เราเชื่อได้อย่างสนิทใจมาตลอดหลายปีที่ประเทศไทยเผชิญหน้ากับปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบครั้งแล้วครั้งเล่า
สมัยเป็นฆราวาส พระไพศาล เป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีส่วนร่วมเรียกร้องและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสมัย 6 ตุลา 2519 ซึ่งนั่นคือบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนๆ หนึ่งเรียนรู้ได้อย่างครบถ้วนทั้งเรื่องของความขัดแย้งทางความคิดที่นำไปสู่ความรุนแรง และทางออกที่นำไปสู่สันติ
ก่อนที่อดีตนักศึกษาหนุ่มคนนั้นจะหันหลังให้วิถีทางโลกแบบเดิม และหันหน้าเข้าสู่เส้นทางแห่งธรรมะ และเดินบนเส้นทางนั้นอย่างเด็ดเดี่ยวมาเกือบ 30 พรรษาแล้ว แต่ตลอดเส้นทางนั้น ท่านหันหน้ามาคุยกับสังคมไทยเสมอๆ ด้วยความเป็นห่วงและปรารถนาดี ทั้งผ่านการบรรยาย เขียนหนังสือ และให้สัมภาษณ์โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการเมืองและการต่อสู้ในวิถีทางที่ถูกที่ควรในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่น่าจะมีพระภิกษุมากรูปนักที่จะพูดได้อย่างกระจ่างและสร้างผลกระทบในทางที่สร้างสรรค์ให้กับสังคมได้มากขนาดนี้ และนี่เองจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ท่านได้รับรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2553 ที่เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่กองทุนศรีบูรพา จะมอบให้กับนักเขียนที่ทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานเพื่อจรรโลงสังคมมาตลอดชีวิต
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในสิ่งที่สังคมได้รับจากท่านก็คือ แนวคิด สันติวิธี ที่เป็นแนวคิดที่ท่านพยายามอธิบายและสร้างความเข้าใจในสังคมมาเนิ่นนาน และปัจจุบันท่านก็เป็นกำลังหลักของเครือข่ายสันติวิธี ที่ล่าสุดได้ออกมาประกาศเจตนารมณ์ให้สังคมหันมาเลือกใช้แนวทางการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์การเมืองวันนี้
‘ทุกวันนี้ยังมีความเข้าใจอยู่ว่าสันติวิธีหมายถึงการยอมจำนน จนบางท่านเรียกว่า สันติวิธียอมจำนน ความจริงแล้วสันติวิธีนั้นอยู่ตรงข้ามกับการยอมจำนน แม้ทั้งสองวิธีจะลงเอยด้วยการไม่ทำร้ายใคร แต่นั่นก็เป็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เหมือนกัน สันติวิธีต้องการทั้งความกล้าและความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับปัญหาโดยไม่หลีกหนี ขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าการใช้กำลังนั้นให้ผลแค่ระยะสั้น แต่สร้างปัญหาระยะยาว’ ข้อความตอนหนึ่งที่เราคัดลอกมานี้ มาจากหนังสือ ‘สันติวิธี วิถีแห่งอารยะ’ ที่ท่านเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2549 สมัยเพิ่งจะเกิดปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในเวลานั้น หาหนังสือที่จะกล่าวเรื่องสันติวิธีได้น้อยมาก
ผ่านมาเกือบ 4 ปี เรายังเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่บนแผง ทั้งที่มีจำนวนพิมพ์น้อยมากเพียง 2000 เล่ม ถ้าวัดจากตัวเลขนี้...ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ตกลง สังคมไทยศึกษาและเข้าใจเรื่องสันติวิธีมากแค่ไหน? และถ้าไม่นับการอ่านหนังสือ แนวคิดสันติวิธีนี้แพร่หลายไปแค่ไหนแล้วในสังคมไทย...วันนี้เราควรมาหาคำตอบร่วมกันจะดีกว่าไหม
+เท่าที่ติดตาม และสังเกตจากสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ มีอะไรที่ท่านอยากจะพูดบ้าง ทั้งในเรื่องของการชุมนุม และการตอบโต้ของรัฐบาล
ที่เห็นชัดก็คือ ทัศนคติของผู้คนโดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าอคติมันมีสูงมาก ซึ่งมีผลทำให้การมองความจริงไม่ว่าคู่กรณีหรือพวกของตัวคลาดเคลื่อน ทำให้เกิดการแตกเป็นขั้วอย่างรุนแรง อย่างเช่น แต่ละฝ่ายจะมองเห็นแต่แง่ลบของกันและกัน เห็นแต่แง่ที่แตกต่างจากตัว แต่สิ่งที่เป็นบวกหรือเหมือนกับตัวจะไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่
อาตมาทำเครือข่ายสันติวิธี ในเครือข่ายก็มีคนหลายแนวมาทำงานกัน เสื้อเหลืองหลายคนจะมองเครือข่ายสันติวิธีว่าเป็นเสื้อแดง ส่วนเสื้อแดงหลายคนจะมองเราว่าเป็นเหลือง แล้วเดี๋ยวนี้ไม่ได้มีแค่เหลือง กับ แดงนะ แต่จะมีการใช้คำว่า ‘ขาวเนียน’ ‘แดงแอ๊บ’ ‘เหลืองจำแลง’ คำกล่าวหาเหล่านี้เครือข่ายสันติวิธีโดนหมด สื่อก็ไม่ได้เอาไปเป็นข่าว แต่จริงๆ แล้ว เราเป็นสีรุ้ง เพราะเรามีหลายฝ่ายหลายสี เรามีคนหลายประเภททำงานร่วมกันที่เชื่อเรื่องสันติวิธี แล้วตลอดเวลาการทำงานก็ไม่มีการเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจจะมีคนที่เป็นเหลืองมาก่อน อาจจะมีคนที่ชอบแดง แต่พอมาทำงานกับเครือข่ายสันติวิธีก็จะต้องมีจุดยืนและการแสดงออกที่ชัดเจน เลยกลายเป็นว่าคนที่เหลืองก็จะไม่เห็นความเหลืองของเรา จะเห็นแต่สีแดง ส่วนคนที่แดงก็จะไม่เห็นความแดงของเราแต่เห็นสีเหลือง
มันเหมือนกับที่เพื่อนอาตมาที่เป็นอเมริกันแต่งงานกับญี่ปุ่น มีลูกสาวก็เป็นลูกครึ่ง แล้วลูกครึ่งคนนี้มีปัญหามากเลย คือ เขาอยู่ญี่ปุ่น เวลาเขาไปโรงเรียนคนญี่ปุ่นก็จะหาว่าเด็กคนนี้เป็นอเมริกัน พอเขากลับไปอเมริกา ญาติฝ่ายพ่อเขาก็จะบอกว่าเด็กคนนี้เป็นญี่ปุ่น คนอเมริกันจะเห็นแต่ความเป็นญี่ปุ่นของเด็กคนนี้ ส่วนคนญี่ปุ่นก็จะเห็นแต่ความเป็นอเมริกัน ทั้งที่มันอยู่ในคนๆ เดียวกัน มุมมองแบบนั้นเห็นได้ชัดมากในเมืองไทยตอนนี้ คนจะไม่เห็นความเหมือนของอีกฝ่าย จะจดจ้องจดจ่ออยู่กับความต่าง มันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวทีการต่อสู้ที่กว้างอย่างเดียว มันเกิดขึ้นแม้กระทั่งในบ้านที่สามี ภรรยาทะเลาะกัน เพราะสามีเห็นแต่ความเป็นเหลืองของภรรยา และภรรยาก็เห็นแต่ความเป็นแดงของสามี ทั้งๆ ที่หลายเรื่องก็เหมือนกัน มีรสนิยมเหมือนกัน มีมุมมอง มีการดำเนินชีวิตที่เหมือนๆ กัน
ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ชัดมาก สิ่งใดที่คนเสื้อเหลืองมองว่าไม่เข้าท่า คนเสื้อแดงก็บอกว่าดี สิ่งใดที่เสื้อแดงบอกไม่เข้าท่า เสื้อเหลืองก็บอกว่าดี มุมมองต่างกันคนละทิศคนละทาง ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งแต่ละฝ่ายต่างอยู่แต่ในพวกของตัว อ่านหนังสือพิมพ์ของตัวเอง ดูโทรทัศน์ เว็บไซต์ วิทยุ ของตัวเอง มันก็ยิ่งเสริมความสุดโต่งและอคติของตัวเองมากขึ้น และไม่ตระหนักเลยว่าทัศนคติของตัวเองนั้นสุดโต่งแค่ไหนแล้ว เพราะว่าอยู่แต่กับพวกตัวเอง ถ้าคนทั่วไปไปสัมผัสคนแบบนี้แล้วจะรู้ว่าเขาสุดโต่งมากเลย แต่ตัวเขาเองจะไม่รู้ตัว เพราะพออยู่ในพวกเดียวกัน แต่ละคนต่างเออออห่อหมกไปด้วยกัน คิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง โดยไม่ตระหนักเลยว่าสิ่งที่เขาคิดมันสุดโต่งมาก แล้วพอเขาออกมาข้างนอกก็จะทะเลาะกับผู้อื่น แล้วก็จะทำใจไม่ได้ถ้าถูกคนแย้งคนโต้ จนในที่สุดก็ต้องถอยกลับมา เพื่อกลับมาอยู่กับพวกเดียวกัน เพราะจะรู้สึกอบอุ่น เพราะว่าออกไปข้างนอกความสุดโต่งของตัวมันทำให้เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ต้องโดดเดี่ยว ซึ่งกรณีแบบนี้เป็นทั้งแดงและเหลือง ทำให้อคติรุนแรงมากขึ้น ทำให้การคุยให้รู้เรื่องและการเจรจาเป็นไปได้ยาก
