- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
ยอมถอยคนละก้าว ก่อนจะสูญเสียมากกว่านี้
สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล ในรายการความรู้สู่ชุมชน สถานีวิทยุศึกษา ๙๒ โดยชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ เช้าวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓
พิธีกร หลังจากที่เรามีตระเตรียมพอสมควรที่อยากจะให้การชุมนุม การเคลื่อนตัวไป การแก้ไปปัญหานั้นผ่านไปโดยสันติวิธี ไม่ต้องเจ็บปวดสูญเสีย แต่ว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ก็เกิดขึ้นอีก มุมมองของหลวงพี่ไพศาลคิดว่ามันเกิดได้เพราะอะไรครับ
พระไพศาล เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะความอดทนของทั้งสองฝ่ายไม่เพียงพอ ด้านหนึ่งทางฝ่ายรัฐบาลก็คิดว่าไม่สามารถที่จะรอคอยต่อไปแล้ว อยากจะได้ความปกติสุขกลับคืนมา ส่วนผู้ชุมนุมก็คิดว่าชุมนุมมาเดือนหนึ่งแล้วอยากเผด็จศึกไวๆ เพราะฉะนั้นจึงนำไปสู่การเผชิญหน้า การยั่วยุกัน และการปะทะกันในที่สุด โดยเฉพาะมีการปะทะกันที่กองทัพภาคที่หนึ่ง ทำให้ทหารออกมาสลายฝูงชน อาตมามองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้มีการเตรียมการณ์ไว้ก่อน เกิดขึ้นกะทันหันมาก เสร็จแล้วสถานการณ์ก็พาไป จนกระทั่งกลางคืนแล้วก็ยังไม่มีการหยุด
พอมีการปะทะกัน ก็มีการฉวยโอกาสจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือจะเป็นฝ่ายที่สามก็ได้ ใช้อาวุธร้ายแรง จนเกิดการล้มตาย อันนี้ก็เป็นบทเรียนที่เราเคยประสบมาก่อนแล้ว เช่น ตอนเกิดพฤษภาทมิฬ ปี ๓๕ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราไม่ได้ใช้บทเรียนนั้นมาเตือนสติกันเท่าที่ควร
แต่ว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วก็ยังไม่สายเกินไปที่จะช่วยกันระงับความรุนแรงไม่ให้ขยายตัวมากขึ้น อาตมามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความล้มเหลวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความล้มเหลวของทุกฝ่าย เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะใช้อาวุธสงครามหรืออาวุธปกติ ถ้าเกิดความรุนแรงก็เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย แล้วความเดือดร้อนก็ไม่ได้มีเฉพาะทหาร ผู้ชุมนุม แต่เป็นความสูญเสียของทั้งประเทศ รวมทั้งผู้ที่กดดันรัฐบาล อยากจะให้รัฐบาลคืนความปกติสุขให้กับคนกรุงเทพเร็วๆ อาตมาคิดว่าทุกฝ่ายเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้เราก็ต้องมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรดีกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้
พิธีกร หลวงพี่ไพศาลครับ ครั้งก่อนที่ได้สนทนากับหลวงพี่ออกอากาศทางวิทยุนี้ หลวงพี่ก็ได้เล่าถึงกิจกรรมหนึ่งคิดค้นขึ้น แล้วก็มีอาสาสมัครเข้ามาทำเรียกว่าสันติอาสาสักขีพยาน อยากเรียนถามหลวงพี่ว่าประมาณเกือบเดือนที่ได้เข้าไปทำงานลักษณะที่ทำและผลที่ออกมา มีอะไรบ้างที่น่าจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ
พระไพศาล สันติอาสาสักขีพยานเป็นอาสาสมัครที่เข้าไปทำงานในพื้นที่เพื่อรับรู้และรายงานความเป็นจริงของการชุมนุม ทั้งในยามปกติและยามปะทะกัน เรียกว่าไปเกือบทุกวัน โดยเฉพาะวันที่มีการเคลื่อนฝูงชนไปตามจุดต่างๆ รวมทั้งเมื่อวันเสาร์นี้ด้วย สิ่งหนึ่งที่เราเห็นก็คือการประสานงานกันระหว่างเวทีใหญ่กับเวทีย่อยไม่ค่อยดีเท่าไร และมักจะผิดโผหรือว่าผิดพลาดอยู่หลายครั้ง อันนี้ทางอาสาสมัครก็เคยแจ้งไปทางแกนนำนปช. เพื่อให้ปรับปรุงจุดนี้เพราะเราเชื่อว่า ถ้าหากว่าการประสานงานระหว่างเวทีใหญ่เวทีย่อยไม่ดี ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงและปะทะกันได้ง่าย แกนนำเวทีใหญ่อาจบอกว่าไม่ต้องการการปะทะ ไม่ต้องการยั่วยุ แต่ว่าพอการประสานงานไม่ดีก็อาจจะมีความผิดพลาดขึ้นได้ ซึ่งก็เกิดขึ้นมาแล้ว ตัวอย่างก็คือที่หน้ารัฐสภา ซึ่งทำให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้นมา เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาอยู่หลายครั้ง แล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่าเมื่อวันเสาร์นี่ มันเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า ที่มีการตัดสินใจบุกเข้าไปปิดล้อมกองทัพภาคที่๑ มีการประสานงานกันมากเพียงไร นี้เป็นข้อสังเกตข้อที่หนึ่ง
เรายังพบอีกว่าผู้ชุมนุมก็คือคนปกติธรรมดา ในสายตาคนภายนอกมักมองว่าเขาเป็นคนที่ดุร้าย น่ากลัว แต่จากการที่เราได้พูดคุย พบปะชาวบ้าน บ้างคนก็เป็นคนกรุงเทพ ฯ เขาก็คือคนธรรมดาถ้าไม่สวมเสื้อแดงก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป เขามีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง จำนวนมากก็มีความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนมากก็ต้องการประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันมีความกลัว กลัวจะเกิดเหตุร้าย แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อสังคมที่ไม่มีสองมาตรฐาน และเมื่อเราไปพบปะกับทหารที่มาตรึงกำลังกันอยู่ที่ผ่านฟ้า ก็พบว่าเขาก็มีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากผู้ชุมนุม บางคนก็เป็นห่วงบ้าน โทรศัพท์ถึงคนที่บ้านเพราะคนที่บ้านมีความเป็นห่วง มันก็เป็นอาการเดียวกันกับที่เราเห็นในหมู่ผู้ชุมนุมเสื้อสีแดง จะว่าไปแล้วทั้งสองฝ่ายไม่ต่างกันเลยในแง่ของความเป็นมนุษย์ มีความรักความห่วงกังวล ทั้งสองฝ่ายอยากกลับบ้านทันทีที่เรื่องยุติ และก็มีคนที่รอเขากลับบ้านอยู่ ยังไม่ต้องพูดว่าทั้งสองฝ่ายเป็นคนไทยพูดภาษาเดียวกัน ถ้ามีคนเข้าไปสัมผัสกับคนทั้งสองฝ่ายคือทหารและนปช.แล้วก็จะพบว่าไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ใส่เครื่องแบบหรือว่าใส่เสื้อต่างกันเท่านั้น นี้อาจไม่เหมือนกับภาพที่เราเห็นเวลามองเขาไกลๆ เช่นผู้ชุมนุมก็มองทหารในทางที่เป็นลบ ทหารหรือคนกรุงเทพ ฯก็อาจจะมองผู้ชุมนุมเป็นลบ คือเราไม่สามารถที่จะมองทะลุเสื้อสีแดงหรือเครื่องแบบของกันและกันได้ แต่ถ้ามองทะลุก็จะเห็นได้ว่า เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา ไม่ต่างจากเราเลย แถมยังเป็นคนไทยด้วยกัน
มันก็น่าเศร้าว่าอะไรทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องมาเผชิญหน้าแล้วก็ทำร้ายกันจนถึงกับเสียชีวิต สิ่งที่สันติอาสาสักขีพยายนไปพบมา ได้เขียนเป็นรายลงลงในเว็บไซต์ของเครือข่ายสันติวิธี เราทำบันทึกเปิดเผยมาตั้งแต่เริ่มชุมนุมคือวันที่ ๑๔ มีนาคม จนถึงเมื่อมีการปะทะกันที่สถานีไทยคม และที่รัฐสภาเราก็ทำรายงาน ล่าสุดก็ทำบันทึกเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายนขึ้นเว็บไซต์และเฟซบุ๊คของเครือข่าย นสพ.บางแห่งก็เอารายงานของเราไปลง อันนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ทำ
พิธีกร ทีนี้เท่าที่ติดตามดูมันก็มีรายละเอียดหลายอย่างเหมือนกันที่ต้องระวัง อันหนึ่งที่ผมฟังดูก็คือว่าถึงแม้จะมีความพยายามให้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธีจากฝ่ายต่างๆ แต่ก็เหมือนกับมีบางคนที่เค้าอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้แต่อาจจะเป็นความเคยชินที่รู้สึกว่าจะต้องเป็นอย่างนู้นเป็นอย่างงี้อะไรอย่างนี้นะครับ ก็อาจจะกดดันความรู้สึกนึกคิดที่อาจจะทำให้เกิดความรุนแรงได้ หลวงพี่ไพศาลเคยพูดเรื่องอย่างนี้อยู่ใช่ไหมครับ
พระไพศาล ใช่ มีหลายคนที่ลุแก่โทสะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดปัญหาแต่ว่าความกดดันความเครียดก็ทำให้ระบายอารมณ์ออกมา และก็ยังมีพวกที่คอยสร้างสถานการณ์ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าพวกนี้เป็นพวกไหน ที่เรารู้แน่ก็คือเขาแสดงตัวให้เราเห็นในวันเสาร์ที่ผ่านมาจากภาพข่าวที่ปรากฏ ตรงนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ก่อนหน้านี้เครือข่ายสันติวิธีเรียกร้องทั้งสองฝ่ายอยู่เสมอว่า พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน พยายามหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการเชิงรุกที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าเพราะว่าจะทำให้เกิดสู่การปะทะกันได้ แต่ว่ามันก็เกิดแล้ว และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบกะทันหันพอสมควรเท่าที่อาตมาทราบ
เพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องกลับมาทบทวนดูว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นตรงไหน อาตมาไม่อยากให้ทุกฝ่ายมัวแต่กล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นผู้ผิด แต่อยากจะให้แต่ละฝ่ายกลับมาทบทวนตัวเองด้วยว่าเราได้ทำอะไรผิดพลาดบ้างที่ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้น ถ้าเราโทษกันไปโทษกันมาแต่ไม่สนใจปรับปรุงแก้ไขตัวเอง มันก็จะเกิดความผิดพลาด หรือเปิดช่องให้บางคนฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายได้อีก
พิธีกร ทีนี้ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกหลายส่วนก็ยังแรง เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ หลายๆส่วนเลยละหลายๆองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง อาจจะยังรู้สึกรุนแรง รู้สึกขัดข้องใจไม่สบายใจหรืออาจจะเคียดแค้น จะทำอย่างไรในภาวะอย่างนี้ครับ
พระไพศาล ความสูญเสียที่มีคนล้มตาย เรามองได้สองแง่ จะมองในแง่ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโทสะเพื่อแก้แค้นก็ได้ หรือว่าเราจะมองเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงโทษของการใช้ความรุนแรงก็ได้ อาตมาอยากให้มองในแง่หลัง ว่าถ้ามีความรุนแรงกันแล้วมันย่อมเกิดความสูญเสีย คนที่คิดว่าอยากจะให้เรื่องนี้จบไวๆ อยากจะให้ความสงบสุขกลับมาไวๆ มีความสูญเสียบ้างก็ไม่เป็นไร แต่พอเจอของจริงเข้าหลายคนก็รู้สึกว่า เสียใจที่ไม่น่าคิดแบบนั้น ส่วนผู้ชุมนุมที่ต้องการให้แกนนำเผด็จศึกไวๆ จะสูญเสียแค่ไหนก็ยอม แต่พอมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนใจก็มี แต่ว่าความแค้นก็มีอยู่เมื่อเห็นเพื่อนตัวเอง พี่น้องตัวเองมีอันเป็นไป อาตมาอยากจะให้เราหันกลับมาใช้สติไตร่ตรองดูว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมันชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ถ้าเรามองอย่างนี้เราจะได้สติ จะได้หาทางป้องกันและช่วยกันเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหันมาเจรจากัน หรืออย่างน้อยก็ลดทิฐิ มานะของกันและกัน
ตอนนี้อาตมาคิดว่ามีคนไม่น้อยที่ไม่อยากจะให้มีความสูญเสียอีกแล้ว อยากจะให้ความขัดแย้งยุติจะเสียนิดเสียหน่อยก็เอา แต่ขอให้มันจบลงด้วยดี ไม่มีความสูญเสีย ก่อนหน้านี้มามีคนจำนวนไม่น้อย คิดว่าถ้าจะมีข้อยุติฉันจะต้องเป็นผู้ชนะ จะต้องได้รับความสำเร็จเต็มๆเลย จะไม่ยอมเสียเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้อาตมาสังเกตได้ว่ามีคนเริ่มยอมรับแล้วว่าแม้จะเสียบ้าง แม้จะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์หกสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังดี ขอให้มันจบซะที เพราะว่าทนไม่ได้กับความสูญเสีย อาตมารู้สึกคนที่คิดแบบมีเยอะขึ้น อารมณ์แบบนี้ในสังคมเริ่มมีเยอะขึ้น ซึ่งอาตมามองว่ามันเป็นข้อดี เพราะที่ผ่านมาแต่ละฝ่ายไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว แต่ตอนนี้หลายคนจำนวนมากรู้สึกว่าถอยบ้างก็ไม่เป็นไร ได้สักนิดสักหน่อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้เผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้ซึ่งจะมีการปะทะจนล้มตายอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
อาตมาอยากให้พวกเราใช้วิกฤตอย่างนี้ให้เป็นโอกาส คือทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้บ้าง เพื่อเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายที่เคยยืนกรานว่าจะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียวทั้งที่เห็นตรงกันในเรื่องของการยุบสภาเพียงแต่ไม่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องกรอบเวลา ยอมถอยคนละก้าวสองก้าว อาตมาคิดว่าถ้าสังคมมีอารมณ์ที่อยากให้เรื่องยุติ ถ้าเกิดทั้งสองฝ่ายยังไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว อาตมาเกรงว่าทั้งสองฝ่ายจะตกเป็นจำเลยของสังคม จะสูญเสียความชอบธรรมมากขึ้น ความชอบธรรมตอนนี้ก็ลดน้อยอยู่แล้วจากความรุนแรงที่ผ่านมา ดังนั้นอาตมาอยากจะให้เราช่วยกันสร้างบรรยากาศขึ้นใน สังคมเพื่อให้เรื่องทั้งหมดจบลงอย่างไม่มีการปะทะกันอีก โดยที่ทุกฝ่ายก็ได้ ไม่ใช่ว่ามีฝ่ายได้ฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่าทางออกโดยสันติตอนนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่ โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เต็มร้อย แต่นั่นหมายความว่าทั้งสองฝ่ายต้องยอมถอยบ้าง
พิธีกร ครับ แต่ว่าการกระทำการเคลื่อนไหวบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนบ้างก็ตาม ถ้าไม่ระวังก็นำพาไปสู่ความสูญเสียหรือว่าอารมณ์ที่รุนแรงกันได้อีกใช่ไหมครับ
พระไพศาล อันนี้คือเหตุที่ทำให้อาตมาอยากจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันกลับมามองดูตัวเอง อย่าไปมัวแต่กล่าวโทษฝ่ายอื่นว่าเขาผิด ให้มาดูว่าเราผิดพลาดที่ตรงไหน เราใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตไหม อยากให้ผู้ชุมนุมมีการปรับขบวนกันใหม่ ทบทวนดูว่าที่ผ่านมามีการควบคุมผู้คนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อประกาศว่ายึดมั่นในสันติ อหิงสาแล้ว สามารถทำให้ผู้ชุมนุมทำตามนั้นได้หรือไม่ หรือว่าพูดอย่างหนึ่งแต่พอลงมือปฏิบัติแล้วทำไปอีกอย่างหนึ่ง มันเกิดความผิดพลาดตรงไหนจึงเกิดมีการใช้ความรุนแรงขึ้น หรือว่าเปิดช่องให้บางคนสวมรอย ปะปน มาก่อความวุ่นวายจนเกิดความรุนแรงขึ้น เท่าที่ทราบยังไม่มีการะเมินหรือทบทวนตัวเองเพียงพอเท่าไหร่ อาตมาคิดว่าเฉพาะหน้าในตอนนี้จะต้องหลีกเลี่ยงการปะทะ หรือการเผชิญหน้ากันให้ได้ เพราะถ้ามีการเผชิญหน้ากันเมื่อไหร่ก็จะบันดาลโทสะได้ง่าย
ตอนนี้ควรมีการตกลงร่วมกันให้ได้ระหว่างสองฝ่าย ว่าเราจะช่วยกันลดอุณหภูมิความขัดแย้งได้อย่างไร ทั้งสองฝ่ายอาจจะยังไม่อาจหาข้อยุติได้ว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ แต่ว่าควรหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการชุมนุม เช่นว่าจะชุมนุมอย่างไรให้ไม่มีการเผชิญหน้ากัน ควรยกเลิกการชุมนุมที่ราชประสงค์แล้วไปรวมกันที่ผ่านฟ้าที่เดียวดีไหม อาจจะมีการเจรจาเรื่องการใช้สื่อของทั้งสองฝ่าย ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นตัวยั่วยุให้เกิดความโกรธแค้น การพยายามของรัฐบาลที่จะปิดทีวีของฝ่ายเสื้อแดง อาตมาคิดว่าควรระงับไปก่อน ส่วนผู้ชุมนุมก็ควรจะงดการเคลื่อนขบวนไปจุดต่างๆ ควรตั้งอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งที่ตัวเองเคยอยู่แล้วก็หันมาเจรจากันในเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจความไว้ใจซึ่งกันและกัน
อาตมาคิดว่าเมื่อมีความไว้ใจกันในเรื่องประเด็นเล็กๆแล้ว ก็จะมีความไว้ใจพอที่จะคุยกันในประเด็นใหญ่ คือประเด็นเรื่องยุบสภา ประเด็นการสร้างกติกาให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจสังคมเพื่อให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ซึ่งต้องเป็นความเห็นร่วมกันทั้งสองฝ่าย อาตมาคิดว่ามันเป็นไปได้ เรื่องใหญ่ๆแบบนี้ถ้าเราไม่มีความไว้ใจกันแล้วมันคุยกันได้ยาก เหตุการณ์ที่ผ่านมามันทำลายความไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่ว่าเราจะต้องกลับมาสร้างความไว้ใจกันใหม่ จากเรื่องเล็กๆ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องลดทิฐิ มานะด้วย ฉะนั้นอาตมาคิดว่าสังคมควรเรียกร้องทั้งสองฝ่ายให้หันมาเจรจากัน อย่างน้อยในเรื่องพื้นฐานที่จะทำให้ไม่เกิดการเผชิญหน้าหรือการปะทะกันอีก โดยเฉพาะในช่วงนี้ก็เป็นช่วงสงกรานต์ ไม่ควรจะมีเหตุการณ์ตึงเครียดหรือการเผชิญหน้ากันอีกแล้ว หลังสงกรานต์ค่อยว่ากันใหม่ แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นได้เลยตลอดไปก็ดีเหมือนกัน
