มองให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา - สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล

(สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล โดยสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๓)

พิธีกร คนไทยควรจะทำใจอย่างไรในสถานการณ์ขณะนี้

พระไพศาล  อยากจะให้มองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมดาของโลก เป็นธรรมดาของบ้านเมือง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างทางความเชื่อหรือเพราะผลประโยชน์ขัดแย้งกันก็ตาม ยิ่งในระบบประชาธิปไตยด้วยแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องขัดแย้งกัน แต่ตราบใดที่ยังใช้วิธีการที่สันติ ทั้งสองฝ่ายคือเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมก็อยู่ในสันติวิธี ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทุกข์ร้อนอะไร เราก็จับตาดูไป อะไรที่เห็นว่าดีก็ควรสนับสนุน อะไรที่เห็นว่าไม่ดีก็ควรแนะนำตักเตือน

อาตมาคิดว่าในแง่ของชาวพุทธควรจะมองทุกฝ่ายว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ทุกคนก็รักสุขเกลียดทุกข์ เพราะฉะนั้นอย่าไปมองเป็นฝักเป็นฝ่าย อย่าไปมองคนที่คิดต่างจากเราเป็นศัตรู  การมองแบบนี้จะไม่ใช่แค่ช่วยเราเท่านั้น แต่ยังช่วยบ้านเมืองไม่ให้อยู่ในความรุ่มร้อนด้วย ตอนนี้ถ้าหากว่าเราไม่มีสติรักษาใจ ความโกรธความเกลียดก็ครอบงำใจเราได้ง่าย จะทำให้ใจเราร้อน อากาศร้อนอย่างเดียวไม่พอ ถ้าใจเราร้อนก็พลอยระบายความร้อน ความหงุดหงิด ความเครียดใส่ลูก ใส่ครอบครัว ใส่เพื่อนๆ กลายเป็นว่าเพิ่มความร้อนแรงให้บ้านเมืองหรือบรรยากาศรอบข้างมากขึ้น อาตมาคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องวางใจให้ถูก ส่วนจะมีช่องทางอะไรที่เราจะช่วยแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ก็ช่วยกันทำ  อย่าไปทำให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้นในบ้านในเมือง หรืออย่างน้อยๆ ก็ในจิตใจของเรา อาตมาคิดว่านี่เป็นสิ่งแรกที่เราควรจะทำ

พิธีกร ได้ทราบว่าพระคุณเจ้าช่วยจัดตั้งเครือข่ายสันติวิธี ไม่ทราบว่ามีจุดมุ่งหมายอย่างไร

พระไพศาล  ที่เราพยายามทำก็ช่วยเตือนสติทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไปด้วย อย่างน้อยผู้ที่ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้งคือประชาชนทั่วไปก็อยากให้มีสติ มีความอดทนและถ้าเสียงของเราดังไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุมด้วยก็ยิ่งดีไปใหญ่ อาตมาคิดว่าตราบใดที่ทุกฝ่ายยังใช้สันติวิธีกันอยู่ มีสติ มีความอดกลั้น คิดถึงประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลักก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง อาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นธรรมดาของการชุมนุม แต่หวังว่าจะไม่มีความรุนแรง

พิธีกร อยากทราบว่าเครือข่ายสันติวิธีได้ทำอะไรบ้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

พระไพศาล อย่างแรกก็คือการทำกิจกรรมเพื่อเตือนสติผู้คนให้มั่นคงในสันติวิธี เรามีกิจกรรมตั้งแต่วันที่ ๑๓ (มีนาคม) เรามีภาวนาเพื่อสันติภาพ บิณฑบาตความรุนแรงที่อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา  คือ ๑ วันก่อนการชุมนุม เรียกร้องให้ทุกฝ่ายมาร่วมบิณฑบาตความรุนแรง เรานิมนต์พระหลายท่านเพื่อมาโปรดญาติโยม หลังจากนั้นเราก็มีกิจกรรมโดยเฉพาะที่ลานหน้าหอศิลปะกรุงเทพมหานคร มีการจุดเทียนสันติภาพเมื่อวานซืน (๑๕ มีนาคม)
เมื่อวานก็มีรายการทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมในการเปล่งเสียงว่าเราไม่เอาความรุนแรง

อีกกิจกรรมหนึ่งที่เราทำในพื้นที่คือมีอาสาสมัครที่ชื่อว่าสันติอาสาสักขีพยาน หมายความว่าเป็นผู้ที่จะเป็นพยานในเหตุการณ์เพื่อดูว่าความจริงเป็นอย่างไร  โดยเฉพาะเวลาเกิดการกระทบกระทั่งกัน สิ่งที่เป็นปัญหาเวลาที่กระทบกระทั่งกันก็คือ ข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน  หรือข่าวลือ อาสาสมัครก็ไปทำหน้าที่สื่อสารความจริงให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งแนะนำให้กับทั้งสองฝ่ายว่ามีอุปสรรคหรือมีปัญหาอะไรบ้างที่อาจทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา   แล้วก็ทำรายงานถึงทั้งสองฝ่ายที่เราติดต่อกันอยู่เพื่อให้เขารักษาการชุมนุมหรือการทำหน้าที่ให้อยู่ในสันติวิธี เพราะบางครั้งมีความผิดพลาดเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจทั้งสองฝ่าย  เราจะแจ้งให้แต่ละฝ่ายรู้ว่ามีความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องเกิดขึ้น  อันนี้เป็นหน้าที่ของสันติอาสาสักขีพยาน ซึ่งจะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่จะทำหน้าที่ยืนอยู่บนข้างความจริงแล้วก็ทำความจริงให้ปรากฏให้เป็นประโยชน์ เพื่อรักษาสันติและความสงบสันติให้เกิดขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้

พิธีกร พระอาจารย์คะในกลุ่มผู้ชุมนุม เราเห็นมีพระสงฆ์ไปร่วมชุมนุมกันเยอะมาก พระอาจารย์ก็มาช่วยดูในเรื่องสันติวิธี ขณะที่พระสงฆ์ซึ่งอาจจะเห็นพ้องกับพวกชุมนุมก็มาร่วมกิจกรรมตรงนั้น มองกันตามวินัยสงฆ์หรือแนวปฏิบัติพระอาจารย์มีความเห็นตรงนี้อย่างไรบ้าง

พระไพศาล ถ้าพระสงฆ์ไปเพื่อเตือนสติผู้คนให้ไม่ลุแก่โทสะ ให้อยู่ในสันติธรรม มีเมตตากรุณา ไม่โกรธเกลียดผู้ใดผู้หนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าท่านไปฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายใดก็ไม่น่าจะถูกต้องเพราะว่า จะทำให้ท่านสูญเสียความเป็นกลาง ความเป็นกลางในที่นี้ไม่ใช่ลอยตัวไม่ทำอะไร แต่หมายถึงความสามารถที่จะชี้ผิดชี้ถูกได้ เป็นกลางโดยยืนอยู่บนความจริง ยืนอยู่บนธรรมะ ถ้ามีความผิดพลาดไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ก็จะได้ตักเตือน แต่ว่าจะตักเตือนได้พระต้องเป็นกลาง  เหมือนกับกรรมการในสนามกีฬา ที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต้องฟัง หรือต้องเชื่อว่ากรรมการเป็นธรรมถึงจะรับฟังกรรมการ  กรรมการจึงจะสามารถตักเตือนได้ ถ้ากรรมการไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว เกมกีฬานั้นก็อาจกลายเป็นความรุนแรงขึ้นมาได้ อย่างเช่นที่เกิดการตีกันที่สนามฟุตบอลเมื่อเดือนที่แล้วก็เพราะมีคนเชื่อว่ากรรมการไม่เป็นกลาง อาตมาคิดว่าความเป็นกลางของพระสงฆ์จะมีส่วนช่วยในการทำให้สถานการณ์ไม่ลุกลามเป็นความรุนแรงได้ แต่ถ้าพระท่านสูญเสียความเป็นกลาง การที่จะช่วยตักเตือนไม่ให้เกิดความรุนแรง ก็อาจจะทำได้ยาก ถ้าวางตัวไม่ถูกก็อาจผู้ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นก็ได้ นี่เป็นเรื่องที่พระสงฆ์ที่อยู่ในที่ชุมนุมพึงพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้สถานการณ์ไม่รุนแรงหรือเป็นสันติ อาตมาคิดว่าควรอยู่ในดุลพินิจของท่านเอง

พิธีกร เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ผู้คนจับจ้องมองดู ที่เชียงใหม่ซ้ำร้ายพระสงฆ์หิ้วเลือดไปเองด้วย อันนั้นก็เหมือนไม่เป็นกลางแล้ว

พระไพศาล  ก็ต้องระวังเพราะว่าเอาความชอบความชังนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่พุทธศาสนาก็เน้นย้ำว่าอย่าให้อัตตาธิปไตยเป็นใหญ่หรือว่ามากลบธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตยคือความถูกต้อง อัตตาธิปไตยพูดง่ายๆ ก็คือความถูกใจ ถ้าเราเอาความถูกใจเป็นใหญ่ก็จะสูญเสียความถูกต้องไป ก็ต้องระวัง

พิธีกร  ทุกวันนี้ชาวพุทธในประเทศไทยหลักธรรมน้อยไปหน่อยไหมคะ หรือธรรมะในใจน้อยไปหน่อยหรือคุณธรรมในใจไม่ค่อยมีหรือเปล่าคะ ที่มันเป็นปัญหา

พระไพศาล อันนี้มันเป็นปัญหาของทุกที่ทุกศาสนาก็ว่าได้ คือว่าคนเรามักติดอยู่กับเปลือกนอกคือพิธีกรรม หรืออย่างดีก็ไปถึงแค่การให้ทาน พุทธศาสนามีธรรมะหลายระดับ เริ่มจากทานแล้วก็ไปศีล แล้วก็ภาวนา หรือบางทีก็แยกเป็นศีล สมาธิ ปัญญา  ถ้าเราไปติดอยู่ที่ศาสนพิธีไปไม่ถึงศาสนธรรมก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้  คือการดำเนินชีวิตหรือการปฏิบัติของผู้คนก็อาจจะฉาบฉวยและไม่มีธรรมะในใจเพราะว่าไปติดอยู่ที่ศาสนพิธี   ถ้าเกิดว่าเราเข้าถึงศาสนธรรมได้ เราก็เกิดความสุขใจ ผู้คนที่อยู่รอบข้างก็มีความสุขใจไปด้วย

นี่เป็นเรื่องของการศึกษาด้วย ทั้งการศึกษาในโรงเรียน นอกโรงเรียน และการศึกษาในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างหลังสำคัญมากคือการเลี้ยงดู ถ้าการเลี้ยงดูไม่เข้มแข็งก็จะทำให้เข้าถึงศาสนธรรมลำบาก คือคนสมัยก่อนไม่ใช่ว่าเข้าวัดกันบ่อย แต่ว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปวัดแล้วกลับมาบ้านก็ถ่ายทอดให้ลูกหลานฟัง ผ่านนิทานบ้าง ชาดกบ้างก็จะทำให้คนเข้าถึงศาสนธรรมได้ บางทีอาจจะไล่ศีล ๕ ไม่ถูกว่ามีอะไรบ้าง แต่ว่าการปฏิบัติก็เป็นไปตามหลักศีล ๕ เพราะการเลี้ยงดูที่เป็นการสื่อให้ธรรมะจากวัดกระจายมาสู่บ้าน
ภาพสะท้อนความเจ็บป่วยของสังคม

>> อ่านต่อหน้า 2