- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
“เสียง” จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์ วันที่สิบเมษา
ผู้ชุมนุมคนที่ ๔
เขาเล่าว่าในตอนเกิดเหตุนั้น เขาตกใจและนึกไม่ถึง เพราะเขาไปอยู่บริเวณนั้นในฐานะผู้ที่ไปให้กำลังใจผู้ชุมนุม และตั้งใจจะไปร่วมงานสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร ตอนที่ผู้ชุมนุมปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐและวิ่งหนีนั้น เขาวิ่งไม่ทันจึงนั่งลงเพราะคิดว่าการนั่งลงคงจะช่วยให้ตนไม่ถูกทำร้าย แต่ในภาวะชุลมุนนั้นผู้คนต่างไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เขาจึงถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้กระบองฟาดจนได้รับบาดเจ็บกระดูกมือหักและกระดูก ขาร้าว เขาบอกว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่อยากจะเชื่อว่าตนจะประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากและรุนแรงมากราวกับไม่ใช่เรื่องจริง “ไม่อยากเชื่อเลยว่ามันเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้นจริง ยังนั่งนึกอยู่เลยว่า เราฝันไปหรือเปล่า” และไม่เชื่อว่าคนไทยที่เป็นชาวพุทธจะทำร้ายกันเองได้ขนาดนี้ เคราะห์ดีที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านในบริเวณนั้นให้เข้าไปหลบภัย และนำส่งโรงพยาบาลในที่สุด ผู้บาดเจ็บรายนี้ยังคงรู้สึกโกรธและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “พอเกิดการวุ่นวาย เราวิ่งหนีกระจัดกระจาย เราวิ่งไม่ทัน จึงนั่งลง คิดว่าคงไม่ถูกทำอะไร แต่ทหารก็เอากระบองฟาด เรายกแขนบังหัว จึงถูกฟาดที่มือและแขน กระดูกนิ้วหัก และถูกฟาดที่ขา จนกระดูกร้าว เราแกล้งนอนสลบ พอเหตุการณ์สงบก็มา รพ.” เขาเล่าว่าการที่ชาวบ้าน รวมตัวกันมาชุมนุมก็เพราะเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ ต้องการความเป็นธรรม รวมทั้งต้องการความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งในเรื่องประชาธิปไตยและการจัดการกับปัญหาสองมาตรฐาน เขาอยากให้รัฐบาลฟังเสียงคนยากคนจนบ้าง ไม่ใช่ห่วงแต่ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจหรือภาคธุรกิจเท่านั้น หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้เขาคงต้องพักรักษาตัวนานหลายอาทิตย์เพื่อให้กระดูก ที่ร้าวสมานตัว
ทหารคนที่ ๔
ทหารหาญผู้นี้ มีแนวโน้มว่าขาจะพิการตลอดชีวิต เขาเล่าว่า“ผมก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขนาดนี้ ช่วงบ่ายแถวสะพานมัฆวาน คนเสื้อแดงเอาน้ำ ผ้าเย็น และอาหารมาให้ทหารกิน เราก็ยังคุยกันดีๆ ทุกคนก็เป็นพี่น้องกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน ผมไม่อยากให้เราต้องมาทำร้ายกันเอง ไม่น่าเลย” “ผมไม่โกรธเกลียดคนเสื้อแดงหรอก ผมเข้าใจว่าเขาอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น เขาต้องการประชาธิปไตย ผมก็อยากให้ประเทศสงบ” "ที่คอกวัว ผมได้รับปืนบรรจุกระสุนจริง ไว้ยิงขึ้นฟ้า ๓๐ นัด แต่ยังไม่ได้ยิงสักนัด เพราะโดนระเบิดซะก่อน" "ผมว่าเราไม่น่าทำร้ายกันเองอย่างนี้ บางทีทหารก็ทำเกินไปด้วย ผมเห็นกับตาว่า มีผู้หญิงเสื้อแดง เดินยกมือยอมให้จับแต่โดยดี ทหารคนหนึ่งกลับยกกระบองฟาดใส่เขา ผมคิดว่าเราไม่น่าจะทำร้ายกันเองได้ขนาดนี้" "ผมไม่อยากมาทำร้ายผู้ชุมนุม ผมอยากมาช่วยรักษาความสงบต่างหาก"
ผู้ชุมนุมคนที่ ๕
อายุ ประมาณ ๓๑ ปี มีสายยางต่อจากปอดข้างซ้าย มีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดหลายแห่ง ทั้งที่หน้าอก ขา และแขน ที่บริเวณต้นแขนข้างขวาแพทย์ใส่เหล็กดึงกระดูกไว้ เพราะกระดูกแตกตัดเส้นประสาทไปสองเส้น ผู้ป่วยดูอิดโรย หายใจเร็วและเหนื่อย ต้องให้ออกซิเจนไว้ตลอด มีพี่ชายและญาตินั่งเฝ้าอยู่หลายคน สังเกตเห็นความกังวลอยู่บนใบหน้าของพี่ชายที่ไม่รู้จะช่วยน้องชายอย่างไรดี ผู้ป่วยรู้สึกตัว เพียงแต่ยังอ่อนเพลีย พูดมากไม่ได้เพราะจะเหนื่อย มีอาการปวดเป็นพักๆ จากบริเวณแขนที่ดามเหล็กไว้ หากขยับตัวหรือไอ ก็จะเจ็บที่หน้าอก ฉันไม่อยากรบกวนผู้ป่วยมากเกินไป จึงหันไปคุยกับญาติแทน พี่ชายผู้บาดเจ็บเล่าว่าช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดได้พยายามติดต่อกับน้อง ชายตลอด โทรคุยกันทางโทรศัพท์เป็นระยะ “ผมรู้ว่ายังไงเค้าก็ไม่ยอมกลับ เพราะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นทางการเมืองมาก จึงพยายามเตือนเขาให้อยู่ในฝูงชนไว้ อย่าออกไปไกลเพราะจะเป็นเป้าได้ง่าย”
“หลังสามทุ่มเริ่มติดต่อ น้องเค้าไม่ได้ นึกในใจว่าขอให้เค้าแค่ทำโทรศัพท์หล่นหายเท่านั้น พยายามโทรจนเกือบเที่ยงคืนตีหนึ่ง ก็ยังติดต่อไม่ได้ ภาวนาให้เค้าปลอดภัย หรืออยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง” รุ่งเช้ามีโทรศัพท์มาจากรพ.วชิระ ถึงได้รู้ข่าวการบาดเจ็บของน้องชายและรีบเดินทางมาเยี่ยม ถามพี่ชายว่ารู้สึกยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ตัวผมเองไม่ได้เป็นสีอะไรทั้งนั้น แต่ผมก็เข้าใจและเคารพในความคิดของเค้า (น้องชาย) ผมเองไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน เพียงแต่รู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุมในช่วงนั้น เพราะมันมืดแล้ว “ถ้าเป็นช่วงกลางวันก็ยังพอเห็นว่าอะไรเป็นอะไร แต่นี่คุณทำตอนกลางคืนซึ่งมันเสี่ยงมาก เกิดความชุลมุนวุ่นวายได้ง่าย ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าถ้าสลายตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังทำ อันนี้เป็นสิ่งที่รู้สึกแย่ที่สุดจากเหตุการณ์คราวนี้” เมื่อถามว่าอยากเห็นสถานการณ์คลี่คลายอย่างไร เขาก็ตอบว่า ผมเองก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน แต่คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่น่าจะคิดหาวิธีที่จะพูดคุยตกลงกันให้ได้
ทหารคนที่ ๕
ทหาร ผู้นี้โดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ขา ทำให้ต้องนอนรักษาตัวอีกอย่างน้อยสองอาทิตย์ เขาเป็นทหารเกณฑ์จากจังหวัดสระแก้ว มีกำหนดเป็นทหาร ๑ ปี และได้รักการฝึกมา ๔ เดือน ก่อนเข้ามาปฏิบัติการในกรุงเทพตั้งแต่วันที่ ๑๐ เดือนมีนาคม ตอนเข้ามาไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องรุนแรงแบบนี้ รู้สึกลำบากใจในการปฏิบัติหน้าที่แบบนี้ เพราะว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ต่างก็เป็นคน ไม่อยากจะทำร้ายกัน เมื่อถามถึงความต้องการของเขาก็ตอบอย่างชัดถ้อยคำเหมือนกันว่า อยากให้เกิดความสงบ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงอีก “อยากให้เกิดความสงบ รู้สึกลำบากใจมากที่ต้องปฏิบัติหน้าที่แบบนี้ เพราะต่างก็เป็นคนเหมือนกัน”
ผู้ชุมนุมคนที่ ๖
คุณลุงวัย ๕๒ ปีจากเชียงใหม่ เดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุมอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ “ ผมต้องการความยุติธรรม ต้องการประชาธิปไตย” เมื่อถามถึงรูปธรรม? แกว่า “ต้องยุบสภา”
แต่ ตอนนี้ต้องมานอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลมีสายระโยงระยาง ใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นครั้งคราว หมอยังงดน้ำและอาหาร และยังมีเศษโลหะอยู่ในตับ แกขอผ้าชุบน้ำให้หลานชายช่วยลูบเนื้อลูบตัว ด้วยอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว ถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง? “เบื่อ” ดูสีหน้าก็เห็นว่าเป็นอย่างนั้น แต่ก็เสไปพูดเรื่องอื่นอยู่พักหนึ่ง เมื่อกลับมาถามอีกทีว่าเบื่ออะไร? แกว่า “เบื่อพวกนี้แหละ มากันสี่แสน แต่พอเกิดอะไรขึ้น เรียกกันได้สองแสน แต่อีกสองแสนก็นั่งๆนอนๆ ตบมือกันอยู่ในเต๊นท์ ไม่ยอมไปไหน แต่ผมนี่เวลาเวทีเรียกเมื่อไหร่ก็ไปทุกครั้ง ถ้าหายก็ยังอยากกลับไปอีก” เมื่อถามว่าอยากให้เรื่องนี้ลงเอยอย่างไร? “อยากให้ผู้ใหญ่คุยกัน ตกลงกันให้ได้ อยากให้เจรจากัน จะได้จบเสียที” ถาม ว่ามีใครมาเยี่ยมบ้าง? “ส่วนใหญ่ก็เป็นญาติๆกัน เห็นว่าผู้ว่าจะมาแต่ก็ยังไม่เห็นมา” ถ้าคนในรัฐบาลมาเยี่ยมเห็นอย่างไร “ก็แล้วแต่เขาไม่ว่าอะไร แต่อยากให้ผู้ใหญ่ของเรามามากกว่า ไม่มีผู้ใหญ่ของเรามาเลย” ประโยคนี้ดูจะน้อยใจอยู่บ้าง เพราะเมื่อถามก่อนจะจากลา ว่าจะฝากข้อความอะไรไปถึงผู้นำของทั้งสองฝ่ายบ้าง “ฝาก ถึงผู้ใหญ่ฝ่ายเรา ๒ ข้อ (ฝ่ายผู้ชุมนุม) หนึ่ง มาเยี่ยมกันบ้าง สอง อยากให้ผู้ใหญ่คุยกัน หาข้อตกลง ถึงฝ่ายรัฐบาล ก็ขอให้มาเจรจากัน อยากให้ยุบสภา”
ทหารคนที่ ๖ : สิบเอ็ดอนุพล หอมมาลี เสียชีวิตที่รพ.พระมงกุฏเกล้า เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน
เขา นอนไม่รู้ตัวอยู่ในห้องไอซียู มีแผลปิดแผลอยู่บนศรีษะหลายชิ้น แม่กับน้องสาวยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียง หมอเข้ามาดูตัวเลขต่างๆ จากเครื่องมือช่วยชีวิต แล้วก็บอกว่า “เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว มีอะไรจะพูดกับเขาก็พูดเสีย มีคนสำคัญกับผู้ป่วย ก็เรียกกันมาได้แล้ว” แม่ฟังอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “มันเร็วเกินไป เคยคิดว่าจะมีเวลามากกว่านี้ ทำใจไม่ทัน” พลันน้ำตาก็ไหลออกมาจากหัวใจ เธอสะอื้นตัวสั่นไหว จนต้องกอดเธอไว้ แล้วร้องไห้ด้วยกัน เธอมีลูก ๓ คน เป็นผู้ชาย ๒ หญิง ๑ สิบเอกอนุพล เป็นลูกคนกลาง พ่อของพวกเขาก็เป็นทหารซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ดูเธอเป็นคนเรียบๆสุขุม มีความเข้มแข็งอยู่ภายใน ต้องต่อสู้ชีวิตเลี้ยงลูกมาโดยลำพัง พอลูกโตพอได้ชื่นใจก็ต้องมาตายจากไป สังเวยชีวิตให้กับความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายก็กล่าวโทษคู่กรณี
หลังเยี่ยมผู้บาดเจ็บอาสาสมัครมีความรู้สึกหดหู่ใจ และรับรู้ถึงความรู้สึกห่วงกังวลของญาติ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะสวมเสื้อสีอะไร เป็นทหารหรือกลุ่มนปช. เราต่างรับรู้ถึงความรู้สึกสูญเสียที่เกิดขึ้น เราต่างเจ็บปวดที่คนไทยต้องมาทำร้ายกันเอง ได้แต่หวังว่าว่าหยาดน้ำตา และความเจ็บปวดของสังคมไทยในวันนี้จะช่วยให้เรามีสติและร่วมกันหาทางออกที่ ไม่ใช้ความรุนแรงได้ในที่สุด ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน ขอให้เรายังคงศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของเรา อย่าให้สีเสื้อที่เราสวมใส่ทำลายความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจที่เรามีต่อกันเลย
วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๓
อาสาสมัครเพื่อนรับฟัง
