- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
“เสียง” จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์ วันที่สิบเมษา
บันทึกของอาสาสมัครเพื่อนรับฟัง
กลุ่มเพื่อนรับฟัง ระดมอาสาสมัครเพื่อทำหน้าที่ “เพื่อนรับฟัง” เพื่อเดินทางไปเยี่ยมฝ่าย นปช. ที่โรงพยาบาลวชิระ และเยี่ยมฝ่ายทหารที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ทั้งหมดเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนที่ผ่านมา โดยคณะอาสาสมัครมีจุดมุ่งหมายเพื่อไปรับฟังความทุกข์ เรื่องราว และความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่าย และเพื่อให้กำลังใจและความเห็นใจต่อทุกฝ่ายในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่ได้รับความทุกข์ ความเจ็บปวดและการสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่แตกต่างกัน เราไม่ได้มีหน้าที่ไปชี้ถูกชี้ผิด ไม่ได้ไปแนะนำหรือเอาเหตุผลใดไปตัดสินหรือกล่าวโทษฝ่ายใดทั้งสิ้น หน้าที่ของเราคือการไปรับฟังผู้ที่ได้รับความทุกข์ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง
ที่รพ.วชิระ มีรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ราว ๑๖๐ คน (เฉพาะที่รพ.วชิระ) จากรายชื่อที่ติดอยู่หน้าตึก ผู้บาดเจ็บ ๑ คน เพิ่งเสียชีวิตเมื่อเช้า บางคนยังอยู่ในห้องไอซียู บางคนเป็นผู้ป่วยหนัก บางคนเตรียมจะกลับบ้าน และบางคนรอญาติมารับ วันนี้เป็นวันที่ ๓ หลังเหตุการณ์ปะทะกันที่สี่แยกคอกวัว จึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยทยอยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน บ้างก็กลับไปที่ชุมนุมเพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนอื่นๆ ซึ่งยังชุมนุมกันอยู่
ที่รพ.พระมงกุฏ มีทหารที่ได้รับบาดเจ็บอยู่เกือบ ๒๐๐ คน มีผู้ป่วยหนักอยู่ในห้องไอซียู ๕ ราย และกำลังจะเสียชีวิต ๑ ราย มีพลทหารที่อยู่ในวัยหนุ่มและอาจต้องพิการ ๒ ราย ที่เหลือก็ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด เศษแก้ว และถูกทุบตีด้วยไม้ ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นมากแล้วและอยู่ในช่วงพักฟื้น
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่อาสาสมัครทั้ง ๘ คนได้รับฟังจากผู้บาดเจ็บ ซึ่งพวกเราอาสาสมัครถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่า และมีชีวิตจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ พวกเราหวังอย่างยิ่งที่ “เสียง” เหล่านี้จะดังขึ้น ให้สังคมได้ยินความต้องการของคนที่กำลังบาดเจ็บ และช่วยกันระแวดระวังไม่ให้ความสับสนแทรกตัวเข้ามาสร้างความรุนแรงได้อีก
ผู้ชุมนุมคนที่ ๑
ชายวัยกลางคนอายุ ๓๕ ปี ผู้เข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เป็นระยะๆ มีอาการบาดเจ็บจากการถูกตีด้วยของแข็งที่แขนซ้าย กระดูกหักสองท่อน และข้อเท้าขวาบวมช้ำ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพราะสลบจากการถูกตีบริเวณศีรษะ “ผมจะมาร่วมชุมนุมเมื่อเขาขอระดมคน หรือมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ แต่ถ้าทั่วๆ ไป ผมไม่มา จะดูทีวี ตามข่าวอยู่บ้าน” ในวันที่ ๑๐ เมษายน เขามาถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อเวลาใกล้ค่ำ และกำลังมีการตั้งแถวของทหารและแถวของผู้ชุมนุมเผชิญหน้ากัน “ผมอยู่ในแถวที่สามกับเพื่อนๆ เห็นทหารบางคนร้องไห้ น้ำตาไหล ผมก็รู้ว่าทหารเขาไม่ได้อยากมาทำหรอก แต่มีคำสั่งเขาก็ต้องทำ ก็คุยกันกับทหาร ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กๆ รุ่นน้องผมทั้งนั้น... ตอนวิ่งหลบแก๊สน้ำตา ยังวิ่งมาเจอกันในซอกเล็กๆ นั่งหันหลังชนกัน หันมาอีกที อ้าว...ทหาร พี่ว่ามันตลกมั้ยล่ะ พอควันแก๊สจาง ลุกขึ้นมาตะลุมบอนกันต่อ ผมยังตลกตัวเองเลย คนเจอหน้ากันครั้งแรก ไม่ได้โกรธได้เกลียดกันมาก่อน อยู่ดีๆ ให้มาชกกัน ผมว่ามันไม่ใช่” หนุ่มนปช.เล่าติดตลกจากเตียงโรงพยาบาล
“ทหารเขาก็บอกว่ามาทำตามหน้าที่ เขาได้รับคำสั่งมา ผมก็มาทำหน้าที่ของผมเหมือนกัน ผมก็ไม่อยากทำ แต่พอเห็นเพื่อนผู้หญิงถูกตีมันก็ทนอยู่ไม่ได้... ผมก็อยากให้เรื่องมันยุตินะ อยากให้มีการเจรจากัน ไม่อยากให้มีใครมาเจ็บอีก”
ทหารคนที่ ๑
เขาเป็นพลทหารเกณฑ์ที่เพิ่งถูกเกณฑ์มาปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง ๖ เดือน ยังเหลือเวลาอีก ๑ ปีครึ่งจึงจะครบกำหนด เขาเล่าว่าเดิมเขาประจำการอยู่ที่สระแก้วซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นเขาก็ถูกส่งตัวมาประจำการในกรุงเทพฯเพื่อรักษาความสงบ โดยช่วงแรกนั้นเขาถูกส่งไปประจำการอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิระยะหนึ่ง และได้ถูกส่งตัวมารักษาความสงบที่บริเวณสี่แยกคอกวัวในวันที่เกิดเหตุปะทะกัน เขาบอกว่าตอนที่เกิดเหตุนั้นเขารู้สึกงงและตกใจมากที่จู่ๆ ก็มีระเบิดถูกปาเข้ามาในกลุ่มทหาร จนเป็นเหตุให้เพื่อนทหารหลายคนบาดเจ็บสาหัส ที่ตกใจเพราะเขาไม่คิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีอาวุธหรือมีระเบิด เพราะตัวเขาเองก็มีแค่โล่และกระบองเท่านั้น เมื่อฉันถามเขาว่าในตอนนี้เขารู้สึกอย่างไรต่อกลุ่มผู้ชุมนุมบ้าง เขาบอกว่าไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียดผู้ชุมนุมแต่อย่างใด แม้ว่าตนจะได้รับบาดเจ็บก็ตาม โดยส่วนตัวนั้นเขาก็ไม่อยากปะทะกับผู้ชุมนุม ไม่อยากปะทะกับคนไทยด้วยกันเอง แต่ที่ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ ใจจริงก็อยากจะกลับบ้านไปประจำการอยู่ใกล้ๆครอบครัวที่สระแก้วมากกว่า แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะต้องทำตามหน้าที่ และสิ่งที่เขาต้องการจะเห็นมากที่สุดในตอนนี้คือ อยากให้เหตุการณ์ยุติ อยากให้ทุกคนเลิกการชุมนุมแล้วหันหน้ามาคุยกัน มาช่วยกันคิดว่าจะพัฒนาประเทศร่วมกันต่อไปได้อย่างไร อยากให้มองไปข้างหน้าร่วมกัน
ผู้ชุมนุมคนที่ ๒
คุณลุงคนนี้เป็นการ์ดนปช. โดนกระสุนยางยิงที่ใต้ตาซ้าย ทำให้กระดูกแตก ต้องรอให้แผลยุบและผ่าตัดเสริมเหล็กเข้าไป ลุงแกมาจากราชบุรี แกเล่าถึงการที่แกมาเป็นการ์ดนปช. เพราะความคับแค้นใจที่เกิดจากความไม่เท่าเทียม และการกดขี่ของคนในสังคม สถานะของครอบครัวแกบอกว่าไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็พออยู่ได้ ต้องไปๆ มาๆ กลับไปสั่งงานคนงานบ้าง แต่มีคนที่ยากจนกว่าแกมากที่ถูกเอาเปรียบ แกเหลืออดมากๆ กับคนที่พอมีอำนาจแล้วก็เปลี่ยนไปไม่เห็นใจคน แกอยากให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในสังคมจริงๆ อยากให้สังคมไม่มีสองมาตรฐาน และอยากให้รับฟังเสียงคนจนและปัญหาของพวกเขาบ้าง เขาบอกว่าถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากมา แต่ไม่มาไม่ได้ ต้องมาต่อสู้เพื่อลูกหลาน อยากให้คนรุ่นใหม่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมกันเยอะๆ ไม่ต้องเป็นเสื้อแดงก็ได้ จะสีอะไรก็ได้ เมื่อถามว่าอยากให้สถานการณ์เป็นอย่างไรต่อไป เขาบอกว่าอยากให้เจรจากัน อย่าให้ถึงขั้นลงไม้ลงมืออีก อยากให้ยุบสภา ๓ เดือนก็ได้ แต่ที่สำคัญอยากให้คุยกันดีๆ ในระหว่างที่พูดคุยกัน ลุงแกยังคงมีเลือดซึมออกมาทางจมูกเรื่อยๆ พยาบาลต้องคอยมาทำแผลเป็นระยะ ความเจ็บปวดจากบาดแผลดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ความทุกข์ยากที่สะสมมานานต่างหากที่แกอยากจะได้การรับฟังและความช่วยเหลือ เมื่อเห็นแกหายใจลำบาก จึงถามแกว่าอยากคุยต่อหรือไม่ ลุงก็บอกว่าอยากคุย อยากบอกเล่าเรื่องราวกับคนรุ่นใหม่แบบพวกเรา และย้ำอีกครั้งว่าอยากให้คนรุ่นใหม่มาสนใจและออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองกันเยอะๆ พอแกพูดจบ แกก็ถามเรากลับ อยากจะฟังความคิดเห็นของเราเกี่ยวกับสถานการณ์บ้าง จะคิดต่างจากแกก็ได้
ทหารคนที่ ๒
ฉันไปเยี่ยมทหารคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่ขา (ยังมีสะเก็ดระเบิดฝังอยู่ และหมอบอกว่าอาจต้องอยู่โรงพยาบาลระยะยาว) และโดนตีที่ขาและแขน เขาเล่าว่าเป็นคนจันทบุรี ไปประจำอยู่ชลบุรี และมาอยู่กรุงเทพเป็นกองหนุนมาหนึ่งเดือนแล้ว โดยเป็นทหารเกณฑ์มาประจำการได้ ๖ เดือน ในวันเกิดเหตุถูกส่งมาทำหน้าที่บริเวณคอกวัว อยู่แถวหน้าที่ปะทะกับผู้ชุมนุม ได้รับบาดเจ็บตอนประมาณสามทุ่ม เขาคาดไม่ถึงว่าผู้ชุมนุมจะมีอาวุธแรงแบบนี้ (เขาบอกว่าโดน M79) เขาได้รับบาดเจ็บแถววัดบวรนิเวศ และมีคนในร้านข้าวต้มแถวนั้นช่วยไว้ ลากเขาเข้าไปในร้าน ทำแผลให้ เปลี่ยนชุดให้ใส่ชุดธรรมดาแทนชุดทหาร แล้วพาออกมาส่งข้างนอกบอกว่าเป็นเด็กในร้านที่โดนลูกหลงจากการออกมาสังเกตุการณ์ เพราะว่ากลัวคนเสื้อแดงมารุมทำร้าย เขาถูกส่งไปรพ.วชิระคืนวันที่ ๑๐ และได้รับการย้ายมารพ.พระมงกุฏฯเช้า ๑๑ เขาบอกว่าระหว่างที่อยู่ที่รพ.วชิระ แวดล้อมด้วยคนเสื้อแดง กลัวมากว่าจะโดนทำร้าย ได้ข่าวว่าคนเสื้อแดงจะมาบุกโรงพยาบาลก็ยิ่งกลัวมาก แต่โชคดีที่เขาเข้ามากันไม่ได้ เมื่อถามว่าอยากให้สถานการณ์เป็นอย่างไรต่อไป เขาบอกว่าอยากให้สงบโดยเร็ว อยากให้เจรจากัน ระหว่างที่คุยแม่ของผู้ป่วยเฝ้าอยู่ด้วย เธอบอกว่าได้ยินว่าลูกบาดเจ็บตอนประมาณ ๔ ทุ่มของวันที่ ๑๐ ตกใจมาก รีบออกจากบ้านมาหาและจะมาเฝ้าลูกที่นี่ตลอด เพราะลูกช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นห่วงลูกมากและเสียใจที่คนไทยทำกันเองได้ เห็นว่าคนเสื้อแดงก็เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติกันทั้งนั้น ลูกชายคนนี้เป็นตนโตเป็นเสาหลักของบ้าน พ่อก็แก่แล้วและน้องก็ยังเล็กมาก หากเป็นอะไรไปก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
ผู้ชุมนุมคนที่ ๓
ชายหนุ่มอายุ ๓๐ ปี กำลังนอนให้ออกซิเจนอยู่บนเตียง มีสายยางสอดเข้าไปที่บริเวณปอดข้างขวาเพื่อเอาเลือดที่คั่งอยู่ในปอดออกมาข้างนอก บริเวณชายโครงมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิด และมีเศษโลหะบางส่วนฝังลึกอยู่ในตับ คุณหมอบอกกับผู้บาดเจ็บว่าหากไม่มีอาการแทรกซ้อนจากตับ เขาอาจต้องปล่อยให้เศษโลหะชิ้นนี้อยู่กับเขาไปตลอดชีวิตแทนการผ่าตัดเอาออกซึ่งเสี่ยงมากกว่า
ผู้ป่วยกำลังใจดีมาก สีหน้ายิ้มแย้มสดใส แม้จะมีอาการเหนื่อยเล็กน้อย มีคุณแม่ซึ่งเดินทางมาจากกาญจนบุรีคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้บาดเจ็บเล่าว่า ขณะเกิดเหตุการณ์ตนเองอยู่ในกลุ่มข้างหน้าที่พยายามจะกันไม่ให้ทหารรุกคืบเข้ามาโดยมีโล่และมือเปล่า เกิดการปะทะ 2 ครั้ง ครั้งแรกดันกันไปกันมา ยังไม่มีเหตุรุนแรง มีการขว้างปาข้าวของเพื่อที่จะให้ทหารถอยกลับไป ครั้งที่ 2 ประมาณทุ่มเศษ เขาอยู่ตรงกลาง ข้างหน้าเริ่มมีการปะทะกันแล้ว เขาบอกตัวเองว่า “ยังไงก็ต้องสู้ ผมไม่กลัว รู้สึกมั่นใจว่าคนของเราเยอะกว่าน่าจะเอาอยู่” เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รับรู้แต่ว่าตนเองมีหน้าที่ตรึงแนวไม่ให้ทหารยึดพื้นที่เข้ามาได้ ได้ยินเสียงปืนหลายนัดต่อเนื่องกัน แล้วก็มีเสียงระเบิด เขาไม่คิดว่าตัวเองจะโดนด้วย พอรู้ว่าทหารเริ่มถอยกลับไป เขาก็เดินออกมาหาเพื่อน เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ทรุดลงกับพื้น รู้สึกว่ามีเลือดไหลออกเยอะมาก หลังจากนั้นเขาก็ถูกนำส่งโรงพยาบาล ถามเขาว่า รู้สึกยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาบอกว่า “ไม่คิดว่าทหารจะทำรุนแรงกับประชาชนขนาดนี้ มีทั้งปืนและอาวุธสงคราม” เขาเชื่อว่าทหารมีความตั้งใจที่จะสลายการชุมนุม ระหว่างนี้มีการรายงานว่าทหารเตรียมพร้อมเต็มที่ มีอาวุธครบมือทั้งปืน และแก๊สน้ำตา “ความรู้สึกตอนนั้น ไม่มีความกลัวเลย ถ้าเขาลุยมาก็พร้อมสู้เต็มที่” เขาเองก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะรุนแรงขนาดนี้ เพราะประชาชนไม่มีอาวุธอย่างมากก็ดันกันไปดันกันมา พอทหารเริ่มเคลื่อนเขาคิดว่าทหารคงจะลุยแน่ๆแล้ว ตอนนั้นก็พยายามป้องกันสุดกำลัง ช่วงชุลมุนก็เห็นว่ามีผู้ชุมนุมถูกยิง เขาเชื่อว่าต้องมาจากฝ่ายทหาร เพราะวิถีกระสุนมาจากฝั่งตรงข้ามกับผู้ชุมนุม เขาเองก็อยากให้สถานการณ์คลี่คลายโดยไม่ต้องทำร้ายกัน เพราะคนไทยด้วยกัน “ผมไม่โกรธทหารหรอก เพราะเค้าก็ทำหน้าที่ของเค้า เชื่อว่าเค้าไม่ได้อยากมาปราบปรามผู้ชุมนุมหรอก แต่เมื่อนายสั่งก็ต้องมา ผมโกรธคนที่สั่งการมากกว่า ทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างจบก็คือ รัฐบาลต้องยุบสภา หรืออย่างน้อยก็ต้องปล่อยให้ผู้ชุมนุมสามารถชุมนุมได้อย่างสงบ หายดีเมื่อไหร่ผมก็จะไปชุมนุมต่อ ไม่กลัว” เขาตอบด้วยความมั่นใจ
ทหารคนที่ ๓
ได้ไปเยี่ยมพลทหารหนุ่มคนหนึ่ง เพิ่งเข้าประจำการได้ ๒ ปี มีเฝือกพลาสติกที่บริเวณข้อเท้าและขาข้างซ้าย มีรอยช้ำจากการถูกกระแทกด้วยของแข็งบริเวณท้ายทอย เขาถูกเรียกตัวมาจากกาญจนบุรีตั้งแต่วันที่ ๒๔ มีนาคม มีหน้าที่ประจำการตามจุดต่างๆ รอบๆ กรุงเทพฯ
ช่วงเย็นของวันที่ 10 เขาได้รับคำสั่งให้มาประจำการอยู่ที่สี่แยกคอกวัว โดยมีหน้าที่ตรีงแนวด้านหน้า ไม่อนุญาติให้ถือปืนหรือมีอาวุธอย่างอื่น มีเพียงแค่โล่กับกระบองเท่านั้น การปะทะช่วงแรกก็เป็นแบบดันกันไปดันกันมาก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จากไม้ ขวด และข้าวของที่ปาเข้ามา ก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หลังเคารพธงชาติก็ได้รับคำสั่งให้รุกคืบไปข้างหน้า “เดินไปได้แค่ ๓ ก้าวเท่านั้น ก็ไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้ว มาเต็มไปหมด แนวของทหารล้มไปข้างหน้า คนที่อยู่แถวสี่และห้าโดนหนักกว่าเพื่อน ผมถูกตีที่ท้ายทายหลายครั้งจนมึนไปหมด มีคนพยายามจะดึงโล่และหมวกไป ผมพยายามจับไว้แน่น เพราะรู้ว่าต้องรักษาตัวเองให้ดีที่สุด จนมันวูบไป” เขามารู้ตัวอีกทีเมื่อถูกหามมาที่อยู่ที่รถแล้ว ส่วนที่ขาซ้ายเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปโดนอะไรมา ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ตอนนั้น เขาบอกว่า รู้สึกอึดอัดใจที่ทำอะไรไม่ได้ อาวุธก็ไม่ได้รับคำสั่งให้ใช้ ในขณะที่ผู้ชุมนุมมีทั้งปืนจริงและระเบิด “พวกเสื้อแดงมีทั้งไม้ท่อนใหญ่ๆ กระสุนที่เป็นหัวน๊อต แล้วก็ขวดแก้ว พอโดนหนักๆ เข้าก็โมโหเหมือนกัน เหมือนเราปล่อยให้เค้าตีอยู่ฝ่ายเดียว ผมหยิบได้ขวดก็ขว้างกลับไปทีนึง ”
เมื่อถามว่าเขารู้สึกโกรธมั้ยที่ถูกตีจนได้รับบาดเจ็บ “ผมไม่โกรธหรอก ผมก็พยายามทำหน้าที่ของผม เค้าก็ต้องพยายามขัดขวางไม่ให้ทหารเข้าไปยึดพื้นที่ได้ ก็ไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้หรอก คิดว่าอย่างมากก็ดันกันไปมา ที่มันรุนแรงก็น่าจะเป็นช่วงที่ชุลมุนกัน มีคนถูกยิงล้มลง และทหารบางคนถูกลากไปตี แต่ก็มีเสื้อแดงหลายคนที่พยายามส่งเสียงห้ามว่าพอแล้วๆ อย่าไปตีเขา”
แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แต่ทหารหนุ่มคนนี้ก็มองด้านบวกว่า เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เขาได้เผชิญ แต่เขาก็มีความหวังว่าบ้านเมืองจะสงบในเร็ววัน “ผมไม่ได้เล่นสงกรานต์มาสองปีแล้วพี่ ปีที่แล้วก็เสื้อเหลือง ปีนี้ก็เสื้อแดง เมื่อไหร่มันจะจบสักที ก็อยู่ที่ผู้บังคับบัญชาระดับบนนั่นแหล่ะว่าจะเอายังไง ถ้ายังเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวพวกผมก็ต้องถูกเรียกตัวมาอีกนั่นแหล่ะ”
