ดุม-กำ-กง ประเทศไทยต้องไปจุดหมายเดียวกัน

เชาวลิต บุณยภูษิต

สภาพภายในสังคมไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะในระยะ ๓-๔ ปีหลังนี้ แตกแยก ขัดแย้ง ใช้กำลังห้ำหั่นกัน จนผู้ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองต่างก็แสดงความกังวลออกมา เพราะเกรงว่าพิษไข้ของวิกฤติการเมือง อาจจะลุกลามไปถึงวิกฤติด้านอื่นๆ จนอาจถึงขั้นที่ทำให้สังคมของเราอ่อนแอ ผุกร่อน พร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ
แม้แต่ศาลยุติธรรมก็ยังต้องปรารภและแสดงความกังวลเรื่องนี้ (บางคนอาจจะมองว่าเป็นการ “ออกตัว” ของศาล) ต่อจำเลยและผู้เข้าร่วมฟังคำพิพากษา ก่อนการอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.๑๑๔๙/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ว่า

“เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันนี้ประชาชนบางส่วนของเราแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นเรื่องน่าเสียใจมากที่มีการแบ่งแยกกันอย่างรุนแรง ทั้งความคิดและการกระทำ ไม่มีใครฟังใคร แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องแก้ไขกันต่อไป แต่สำหรับศาลเมื่อมีข้อพิพาทในเรื่องเกี่ยวพันกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลาง มีหน้าที่ชี้ขาดในระบอบประชาธิปไตย ศาลก็อยากจะให้ทุกฝ่ายวางใจและวางมือ เพราะว่าศาลจะทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม คือความยุติธรรมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญผู้พิพากษาทุกคนได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้
คดีนี้ศาลให้โอกาสทุกฝ่ายได้นำสืบพยานหลักฐานจนเป็นที่พอใจ ซึ่งก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คดีล่าช้ามาพอสมควร ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลก็ได้ประชุมปรึกษากัน และพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย จากพยานหลักฐานในสำนวนเท่านั้น ขอยืนยันว่าไม่มีธง ไม่มีอคติ แล้วก็ไม่มีกระแสจากฝ่ายใดทั้งสิ้น ดังนั้น หากผลของคำพิพากษาไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายใด ก็ให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกาต่อไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อรักษากฎกติกา และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไว้ ที่เราพูดถึงกันเสมอๆ”

ผู้คนไม่น้อยมองหาต้นเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น และลุกลามไปในสังคมไทยว่าเกิดจากวิกฤติศรัทธาต่อผู้บริหาร ผู้นำ นักการเมืองหรือคนที่อาสาเข้ามาทำงานให้สังคมส่วนรวม มุมมองนี้อาจจะสมเหตุสมผลในแง่ที่ว่าถ้าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนดีมีปัญญาในการนำพาสังคม ในการแก้ไขปัญหา มีจิตใจดี มีความประพฤติดี ประชาชนก็คงมีความไว้เนื้อเชื่อใจ มั่นใจ ไม่พร่องศรัทธา ไม่เบื่อหน่าย ไม่ท้อแท้ หรือสิ้นหวังกับการเมือง แต่จะให้ความร่วมมือในการบริหารและนำพาประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้า

ครั้นเมื่อมองภาพรวม ในความเป็นจริงสาเหตุอาจเป็นดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ในหนังสือ “ฟื้นสุขภาวะ ยามสังคมวิกฤต” ว่า “สภาพสังคมที่เป็นปัญหาอยู่ทั้งหมดนั้น ต้องบอกว่าเป็นผลกรรมของสังคมนี้เอง ซึ่งสะสมมานาน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า สังคมไทยได้รับผลสมกับกรรมของตนเองที่ได้ทำมา” เพราะสังคมไทยได้ทำเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อม และตกอยู่ในความประมาท แม้จะเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติทางเศรษฐกิจเมื่อประมาณ ๑๐ ปีก่อน (ทั้งที่ก่อนจะเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ก็มีภาวะวิกฤติทางสังคมมานานแล้ว) แต่สังคมไม่รู้จักหาประโยชน์หรือบทเรียนจากวิกฤติที่เกิดขึ้น นำมาเตือนสติ เพื่อพัฒนาคน พอผ่านพ้นวิกฤติแต่ละครั้งได้ก็ตกอยู่ในความประมาทต่อไป “เมื่อตกอยู่ในความประมาท ไม่ฟื้น ไม่ตื่น ไม่แก้ไขปรับปรุงตัว ต่อมาก็เจอวิกฤตซ้ำซาก แล้วมันก็ยิ่งเลื่อนไหลลงไป ใกล้ปากเหวเข้าทุกทีๆ”
เมื่อวันอาสาฬหบูชาปี ๒๕๕๑ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑) พระพรหมคุณาภรณ์แสดงธรรมกถาให้แง่คิดเพิ่มเติมว่าสังคมที่มีความแตกแยก ขาดความสามัคคี ไร้เอกภาพ ไร้กำลัง แถมเบียดเบียนกันเอง จะนำไปสู่ความเสื่อม แต่สังคมที่มีความสามัคคีจะมีกำลัง เกิดเอกภาพ จะทำสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยง่าย และนำความเจริญมาสู่สังคม ท่านยกตัวอย่างรูปธรรมของความสามัคคีที่อยู่ในธรรมจักร หรือรูปวงล้อธรรมว่าในสมัยก่อนใช้รูปล้อเกวียนเป็นตัวอย่าง ซึ่งส่วนประกอบสำคัญได้แก่ ดุมคือปุ่มตรงกลาง กงคือวงรอบนอก ที่ช่วยหมุนให้เดินทางไปได้ กงต้องอาศัยกำ ซึ่งก็คือซี่ที่ยึดระหว่างดุมกับกงเพื่อพาให้ดุมหมุนไปด้วย กำต้องเข้าที่ พอดี พร้อมเพรียง และประสานสอดคล้องกันระหว่างดุมกับกง จึงจะทำให้ล้อรถสมบูรณ์ พร้อมจะขับเคลื่อนนำรถไปได้  แต่ถ้ากำแต่ละซี่กระจัดกระจาย ไม่ประสานรวมกัน ไม่สามัคคีกัน ล้อก็จะขาดเอกภาพ หมุนไปข้างหน้าไม่ได้

ท่ามกลางสังคมที่กำลังแตกเป็นฝักเป็นฝ่าย ประชาชนควรมีสติระลึกว่าทุกคนต้องรับผิดชอบต่อสังคม ประชาชนไม่มีหน้าที่ทะเลาะกันเอง ต้องใชัปัญญาแยกแยะให้ได้ว่าสิ่งใด เรื่องไหนควรสนับสนุน จุดหมายรวมของคนไทยทุกคนคือสิ่งเดียวกัน นั่นคือความเจริญมั่นคงของประเทศ ดังนั้นจึงต้องคอยตรวจสอบคนที่อ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่คนทะเลาะกันก็เป็นโอกาสที่จะฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ด้วยการดูที่การกระทำแต่ละอย่างของแต่ละคน ไม่ใช่ตัดสินเหมารวม ตีคลุมทั้งคน แต่ต้องวัดการกระทำและตรวจสอบเป็นอย่างๆ ไป รวมทั้งไม่วัดความถูกต้องกันด้วยจำนวนคน เพราะจำนวนคนตัดสินความจริงไม่ได้ ทุกฝ่ายอาจมีทั้งถูกและผิด ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ที่สำคัญต้องเลิกมองแบบเข้าข้าง อย่างเช่น ถ้าฝ่ายที่ตนชอบทำอะไรก็ถูกหมดดีหมด ส่วนฝ่ายที่ไม่ชอบทำสิ่งใดก็ผิดหมดเสียหมด แต่ให้มองแยกแยะ มองตามหลักธรรม หลักการ หลักกฎหมาย เพราะการกระทำที่ผิด ไม่ว่าใครทำก็ผิด

ท่านกล่าวว่าในสังคมประชาธิปไตยต้องทำให้คนพูดกันได้ มีประโยชน์หรือโทษในแง่ไหน ถ้าวิเคราะห์จากเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อยได้ก็จะทำให้ค่อยๆ มองเห็นภาพรวมมากขึ้น หาทางแก้ไขปรับปรุงในด้านเสีย เรื่องที่อาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจต้องรับฟังได้ แล้วนำมาพิจารณา อย่าให้กระทบใจ อย่าตกเป็นทาสของความรู้สึกชอบใจ หรือไม่ชอบใจ ต้องก้าวไปให้ถึงความรู้ให้ได้ แล้วจะเกิดปัญญา อย่าชอบคิดเห็นโดยไม่หาความรู้แบบที่สังคมเราเป็นกันมาก เป็นการคิดเห็นตามความรู้สึก ถ้าคนเราติดอยู่แค่ความรู้สึก ก็จะไม่ก้าวไป ประชาธิปไตยจะก้าวหน้าได้ต้องก้าวให้พ้นจากความรู้สึก เพียงแค่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ พัฒนาคุณภาพของประชาชนให้เกิดปัญญา ฝึกการคิดวิเคราะห์ หาความรู้ สืบสวนหาข้อมูล

ให้ถือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสของสังคมที่จะฝึกพัฒนาคนให้หัดคิดพิจารณา ดูการกระทำแต่ละอย่าง นับเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เช่น ศีล ก็พัฒนาพฤติกรรม เวลาได้ยินเขาทะเลาะกันก็ไม่ลุอำนาจความโกรธ จนแสดงพฤติกรรมทางกาย วาจาออกมา  สมาธิ ก็พัฒนาจิตใจ รักษาใจให้เข้มแข็ง มั่นคง เบิกบาน ผ่องใส  ปัญญา ก็พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ  ถ้าทำได้อย่างนี้จึงเรียกว่าเป็นกลางที่แท้จริง จะผิดพลาดได้ยาก มีความรอบคอบมากขึ้น แม้ผิดพลาดก็มีโอกาสแก้ไขได้ เพราะที่เรารู้ หรือตัดสินใจนั้นก็เกิดจากเจตนาดีที่สุดแล้ว จากความรู้และความเข้าใจที่ดีที่สุดในตอนนั้น แต่อาจผิดพลาดได้ต้องหาทางแก้ไขปรับปรุงความรู้ความเข้าใจเพิ่มอีก ทำให้คนพัฒนา สังคมก็พลอยพัฒนาไปด้วย อาศัยซึ่งกันและกัน จึงจะเป็นวงล้อที่สามารถก้าวหน้าไปได้ ทำให้เป็นวงล้อที่ถูกต้อง บนทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) มุ่งสู่จุดหมายได้
___________________________