ท่าทีชาวพุทธในสถานการณ์ที่ขัดแย้ง - ไพศาล วิสาโล

(สัมภาษณ์โดยสถานีวิทยุ ๙๑๙ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓)

 

- ต่อ -

ส่วนเรื่องการสวดมนต์หรือสวดพาหุงในที่ชุมนุม  เราต้องเข้าใจความหมายก่อน  คาถาพาหุงหมายถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ๘ ประการ ซึ่งล้วนแต่เป็นชัยชนะโดยสันติวิธี โดยธรรมะ เช่นโดยเมตตากรุณา โดยขันติธรรม โดยปัญญา เป็นชัยชนะที่มีต่อสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์  ยักษ์ อสูร รวมทั้งพรหมด้วย เป็นคาถาที่สอนว่าเราสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ด้วยธรรมะ ถ้าเราใช้คาถาพาหุงไปส่งเสริมการกระทำที่เป็นอธรรม ที่เป็นความรุนแรง เป็นการเบียดเบียนทำร้ายกัน มันก็ไม่ถูกต้อง และจะไม่เป็นประโยชน์ด้วย เราควรสวดคาถาพาหุงเพื่อเอาชนะความทุกข์ในจิตใจของเรา เพื่อให้เรามั่นคงในธรรม ไม่ตกอยู่ในความโกรธเกลียด

เรื่องพิธีกรรม ต่างๆ  เช่น สาปแช่ง เผาพริกเผาเกลือ ก็เช่นกัน ต้องเข้าใจว่าพิธีกรรมเหล่านี้ไม่ใช่พุทธศาสนา พุทธศาสนาไม่มีความประสงค์ร้ายต่อใคร ไม่เบียดเบียนใคร แม้กับผู้ที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า อย่างในคาถาพาหุง พระองค์ก็ไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่จะชนะใจเขาด้วยด้วยธรรมะ เช่นช้างนาฬาคีรีจะพุ่งทำร้ายพระองค์ พระองค์ก็ไม่ทำร้ายตอบ แต่ทรงใช้ความเมตตากรุณาสยบช้างนาฬาคีรีได้ พิธีกรรมในพุทธศาสนาไม่มีการสาปแช่ง มีแต่การให้ศีลให้พรให้เจริญ หรือว่าให้ความเมตตากรุณาและให้อภัยกัน ต้องเข้าใจว่าพิธีกรรมสาปแช่งไม่ใช่เป็นของพุทธอาจจะเป็นของผีหรือของ พราหมณ์ก็แล้วแต่ ชาวพุทธควรละเว้นสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าทันทีที่เราสาปแช่งเขา บาปกรรมก็ตกอยู่กับเราแล้วเพราะเป็นมโนกรรมและวจีกรรมที่เป็นอกุศล ความพยาบาทก็ดี การพูดจาสาปแช่งก็ดีเป็นบาปกรรมที่จะทำร้ายเราเอง ไม่ใช่ทำร้ายใครเลย พวกเราชาวพุทธจึงควรหลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านี้

พิธีกร  ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องราวลักษณะที่คล้ายแบบนี้ไหม ความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องความแตกแยก ที่น่าจะเป็นสิ่งที่นำมาสอนใจกันได้

พระไพศาล ก็มีอยู่หลายกรณี ที่เด่นชัดก็คือ กรณีที่พระญาติของพระพุทธองค์ ทั้งฝ่ายศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ทะเลาะกันจนเกือบจะทำสงครามกัน เพราะมีข้อขัดแย้งเรื่องน้ำ คือแม่น้ำโรหิณีเป็นแม่น้ำที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแคว้นของฝ่ายโกลิยวงศ์และ ศากยวงศ์   ปีนั้นน้ำแห้งขอดก็เลยมีการแย่งชิงน้ำกันระหว่างชาวนาชาวไร่ของสองแคว้น  แย่งไปแย่งมาก็เลยทะเลาะกัน แล้วบานปลายกลายเป็นการด่าโคตรเหง้าของกันและกัน ทีนี้ข่าวลือก็แพร่กระจายเป็นทอด ๆ จนถึงหูผู้ปกครองของทั้งสองแคว้นก็เลยเกิดความโกรธ  ผู้ปกครองของสองฝ่ายไม่รู้ว่าทะเลาะเพราะเรื่องอะไร  รู้แต่ว่าเขาด่าโคตรเหง้าของตัวก็เลยโกรธ  กรีฑาทัพหมายจะไปทำสงครามกัน พระพุทธองค์เมื่อทราบข่าวก็เลยไปห้ามทัพ   เมื่อกองทัพของสองแคว้นประจันหน้ากันที่แม่น้ำโรหิณี พระพุทธองค์ก็ถามว่า ทะเลาะกันเรื่องอะไร ปรากฏว่าพระราชาและเสนาบดีของสองฝ่ายตอบไม่ได้ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ต้องสอบถามไล่เลียงกันเป็นทอดๆ ไปจนถึงชาวนาของทั้งสองฝ่าย จึงรู้ว่าทะเลาะกันเรื่องน้ำ เพิ่งรู้นะ จะฆ่ากันแล้ว ยังไม่รู้ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร รู้แต่ว่าเขาด่าว่าโคตรเหง้าของเรา

ที นี้พระองค์จึงถามว่าระหว่างน้ำกับเลือดพระญาติ อะไรมีค่ามากกว่ากัน ทุกคนก็ตอบว่าน้ำมีค่าน้อย เลือดพระญาติมีค่ามากกว่า พระองค์จึงตรัสเตือนสติว่า แล้วจะมาฆ่ากันเพราะเรื่องน้ำทำไม อันนี้เป็นตัวอย่างพุทธจริยาที่ทรงไกล่เกลี่ยความขัดแย้งด้วยการเตือนสติไม่ ให้ทั้งสองฝ่ายลุแก่โทสะ เวลาความขัดแย้งกันบางทีเราก็ทะเลาะกันโดยไม่รู้สาเหตุ หรือไม่รู้ที่มาที่ไปด้วยซ้ำ แต่ก็ทะเลาะกันเพียงเพราะคำพูดบางคำ เสร็จแล้วก็หน้ามืดถึงกับฆ่ากัน แต่ถ้าหากมีการเตือนสติให้เห็นโทษของการทำร้ายกัน เห็นโทษของการฆ่าฟันกันว่ามันได้ไม่คุ้มเสีย ก็จะช่วยลดความสูญเสียได้มาก   นี่เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่จะต้องเตือนสติทุกฝ่ายว่าอย่าไปทำร้ายกันเพียง เพราะความโกรธเกลียดหรือเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ทางวัตถุ อันนี้เป็นแบบอย่างเตือนใจชาวพุทธได้ดีเลยว่าจะต้องมีสติ ถ้าเรามีสติแล้วเราก็ไม่ถลำเข้าสู่การเบียดเบียนกัน

พิธีกร แต่อาจจะมีคนบอกว่า ครั้งนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติทั้งสองฝ่ายก็เลยทำให้ อาจจะต้องออกมาต่อสู้กันพระอาจารย์มีความเห็นอย่างไร

พระไพศาล คือต่อสู้กันได้ ถ้าไม่ใช้ความรุนแรง ต่อสู้โดยใช้กติกาประชาธิปไตยและสู้โดยสันติวิธี สันติวิธีไม่ได้หมายถึงการอยู่เฉยๆ หรือการเจรจาอย่างเดียว  จะมีกดดันกันบ้างก็ได้ การชุมนุมบนท้องถนนก็เป็นส่วนหนึ่งของสันติวิธี  ส่วนรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถใช้สันติวิธีเพื่อรักษาความสงบได้  จะโต้เถียงกันไป กดดันกันไปก็ได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง และอย่าผิดศีล อย่าปล่อยข่าวลือ อย่าเผยแพร่ความเท็จ เราควรสู้กันด้วยสัจจะ จะทำให้สังคมเป็นอารยะขึ้นมา อาตมาคิดว่าเราต้องมีจุดยืนตรงนี้  คือเถียงกันได้โต้แย้งกันได้ แต่ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงให้เกิดความเสียหาย เรียกว่าเถียงกันแบบอารยชน อารยชนในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นอริยบุคคลเพราะอริยบุคคลย่อมไม่ทะเลาะ กันแล้ว แต่อารยชนหมายถึงผู้มีความเจริญ ใช้เหตุใช้ผล ไม่ใช้กำลังเป็นคำตอบ

พิธีกร  ในแง่อุดมการณ์ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในแง่ความเป็นจริง หลายฝ่ายมองกันว่าฝ่ายตรงข้ามก็มีทั้งบนดินทั้งใต้ดิน ฝ่ายเราถ้าใช้ธรรมะอย่างเดียวก็คงสู้กันไม่ได้ ฉะนั้นมันจะหาจุดในการมองสถานการณ์ แก้ปัญหาสถานการณ์อย่างไร

พระ ไพศาล คือฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงหรือพวกที่ฉกฉวยสถานการณ์หรือมือที่สาม อาตมาคิดว่าเป็นส่วนน้อย สิ่งที่เราต้องทำก็คือว่า เมื่อเกิดเหตุร้ายต้องแยกแยะให้ชัดว่าใครเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่นิยมความ รุนแรงและใครเป็นส่วนน้อยที่นิยมความรุนแรง ที่จริงถ้าคนเรามีสติแล้ว คนกลุ่มน้อยจะหาเหตุสร้างความรุนแรงไม่ได้เลย  เหมือนกับเวลามีพวก ๑๘ มงกุฎมาหลอกเอาเงินหรือโกงเงินชาวบ้านไป ขอให้เราสังเกตดูที่เขาโกงเงินชาวบ้านได้ก็เพราะใช้ความโลภมาล่อให้หลง 

ถ้า เราไม่มีความโลภ ถ้าเรามีสติ  พวก ๑๘ มงกุฎทำอะไรเราไม่ได้เลยเช่น แกล้งทำบัตรเอทีเอ็มตกพร้อมมีรหัสติดมาด้วย   พอเห็นบัตรเอทีเอ็มตก คนที่มีความโลภจะรีบไปถอนเงินเลยเสร็จแล้วก็จะถูกตำรวจจับ ตำรวจนี้ร่วมมือกับพวก ๑๘ มงกุฎก็เลยรีดไถเงินเป็นหมื่น ๆ ไม่งั้นจะจับเข้าคุก  แต่ถ้าคนที่ไม่มีความโลภ เห็นบัตรเอทีเอ็มตกก็ไม่เก็บหรอก หรือถึงเก็บเขาก็จะไม่ไปถอนเงิน เพราะเขารู้ว่าการถอนเงินของคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และเขาก็คงสงสัยว่าทำไมถึงมีการทิ้งบัตรแบบนี้  

พวก มิจฉาชีพหลอกเราได้เพราะเขาใช้ความโลภมาล่อให้เราถลำตัว ส่วนพวกที่ก่อความไม่สงบในสถานการณ์แบบนี้ก็ใช้ความโกรธมาล่อให้เราหลงเชื่อ ทำตามเขา แต่ถ้าเรามีสติ ไม่ปล่อยให้ความโกรธความเกลียดครอบงำเขา เขาก็ไม่สามารถยั่วยุให้เราไปเผารถ เผาอาคารสถานที่ หรือไปทุบตีตำรวจทุบตีผู้ชุมนุม คนเหล่านั้นก็จะร้องแรกแหกกระเชิงไปคนเดียว แล้วเขาก็จะปรากฏตัวให้เห็นเด่นชัดเอง สุดท้ายเขาก็จะถูกจับกุมหรือว่าถูกโดดเดี่ยวได้

อาตมาคิดว่าปัญหา อยู่ที่ว่าเราจะต้องมีสติ อย่าไปหลงเชื่อใคร จริงอยู่แม้จะมีคนก่อกวนหรือว่าใช้ความรุนแรงก่อน จะเป็นผู้ชุนนุมก็ดี เจ้าหน้าที่รัฐก็ดี ใครทำก่อนไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าเราอย่าไปตอบโต้ ถ้าเราตอบโต้ เราเองแหละจะเป็นฝ่ายเสียหายและทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อมีคนโกรธเรา พูดจาด่าว่าเรา ถ้าเราโกรธตอบ เราก็โง่กว่าเขา คนที่โกรธก่อนโง่ก็จริง แต่คนที่โกรธตอบต่างหากที่โง่กว่า เมื่อมีใครทำไม่ถูกต้องเช่นใช้ความรุนแรงก่อน ถ้าเราตอบโต้ด้วยความรุนแรง เราก็แย่กว่าเขา อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ใครทำก่อนก็ตาม ถ้าเราไม่ตอบโต้เขาก็ได้แต่ชกลม   คานธีพูดไว้ดีว่า ถ้าเรากำหมัดไว้แน่นแล้วฟาดกับอากาศอย่างแรง  แขนเราอาจเคลื่อนได้  คนที่เจ็บปวดคือเรานั่นเอง ในทำนองเดียวกันถ้าใครจะฟาดเรา แต่เราหลบ เขาก็ฟาดลมจนไหล่อาจเคลื่อนได้  เขาจะทำอะไรก็ตามให้เขาทำไปคนเดียว แล้วเขาก็จะเดือดร้อนเอง

สรุปแล้วก็คืออย่าไปตอบโต้เขา ใครทำก่อนไม่เป็นไร แต่เราอย่าไปทำตามเขา เราไม่ควรทำตามศัตรู เราไม่ควรเอาคนชั่วมาเป็นครู  เขาทำไม่ดี เราก็ไม่ควรเลียนแบบเขา อาตมาคิดว่านี่คือวิธีที่จะระงับความสงบได้ น่คือการไม่จองเวรนั่นเอง  เมื่อไรที่เราจองเวรเราก็จะถลำเข้าสู่วงจรอุบาทว์ ที่เรียกว่าวงจรแห่งการจองเวร มันจะไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ใครทำก่อนก็ตามเราอย่าไปตอบโต้ แล้วเขาจะแพ้ภัยตัวเอง

พิธีกร คงเป็นคำถามสุดท้าย ในสถานการณ์วิกฤตอย่างนี้ พระอาจารย์มีโครงการในเรื่องของการนำปัญญามาใช้ให้เกิดความสุข ในวิกฤตทางการเมืองแบบนี้คนจะมีความทุกข์มาก จะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างไรในสถานการณ์อย่างนี้

พระไพศาล  ปัญญาจะทำให้เราเห็นว่า มันเป็นเช่นนี้เอง เรียกว่า “ตถตา” เป็นเช่นนั้นเอง  โลกมันเป็นเช่นนั้นเอง อย่าไปคาดหวังว่าโลกจะสงบสุขไปตลอด  ถ้าเราเห็นว่าโลกเป็นเช่นนั้นเองเราก็จะไม่ทุกข์ ก็เหมือนกับเวลาเราพลัดพรากสูญเสียสิ่งรัก คนรัก ถ้าเราเห็นว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นอนิจจัง เราก็จะไม่ทุกข์  ถ้ามีปัญญาเห็นถึงความธรรมดาของโลกว่าเป็นเช่นนี้เอง เราก็จะไม่ทุกข์

ประการ ที่สองคือว่า เราต้องมีสติ ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่เอาเรื่องเหล่านี้มาเก็บให้รกสมองหรือรบกวนจิตใจ ควรรู้จักปล่อยวางบ้าง เราจึงจะมีความสุขได้ และถ้าเรามีความสงบเย็นในจิต ความสงบเย็นของเราก็จะแผ่กระจายไปสู่ผู้อื่นทำให้เขาสงบเย็น และความสงบเย็นของผู้อื่นก็จะกระจายแผ่กว้างออกไปเป็นระลอกๆ เป็นเสมือนน้ำเย็นที่ช่วยชโลมใจผู้คนให้หายรุ่มร้อนได้

จึงอยากจะ เชิญชวนให้ทุกคนมีสติ มีปัญญาและแผ่เมตตาให้ทุกฝ่าย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งตอนนี้เขากำลังมีความทุกข์มากเลย ไม่ว่าจะฝ่ายผู้ชุมนุมหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐล้วนตกอยู่ในความเครียด เต็มไปด้วยความกังวล เต็มไปด้วยความกลัว เต็มไปด้วยความโกรธและความระแวง  แถมแดดก็ร้อน กินก็ไม่อิ่ม นอนก็ไม่หลับ คนเหล่านี้น่าเห็นใจ เราจึงควรแผ่เมตตาให้เขา เขาจะโกรธ จะเกลียด จะอารมณ์เสียใส่เราบ้าง ก็ขอให้อดกลั้นเอาไว้  เราอย่าไปทุกข์กับเขา  เราช่วยเป็นน้ำเย็นชโลมใจเขา ก็จะช่วยให้บ้านเมืองคลายความร้อนแรง ในที่สุดก็จะคืนสู่ความปกติได้ ขอให้เราทำใจอย่างนี้เพื่อเป็นน้ำเย็นชโลมใจของผู้คนให้สงบเย็นหายรุ่มร้อน