พระไพศาลเตือนสติทุกฝ่าย


ตัดทอนจากรายการ “สถานีข่าวสารของประชาชน”ช่อง ๑๑ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๓
โดยมีแทนคุณ จิตต์อิสระ เป็นพิธีกร

แทนคุณ : ในมุมมองของพระอาจารย์สันติภาพกับความยุติธรรมมันสัมพันธ์กันขนาดไหน ผมถามประเด็นแรกก่อนว่าประชาธิปไตยในความหมายของพระอาจารย์ เราควรจะให้สติกับคนไทยได้ตื่นตัวกับประชาธิปไตยอย่างไรถึงจะถูกต้องครับ

พระไพศาล : ประชาธิปไตยก็คือการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นสำคัญโดยอาศัยคำตัดสินของคนหมู่มาก แต่ว่าก็เคารพสิทธิหรือว่าเสียงของคนกลุ่มน้อย นี้คือหัวใจ แต่ว่าลำพังประชาธิปไตยอย่างเดียว ไม่เป็นหลักประกันที่จะทำให้เกิดความสงบสุขได้ ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตยไม่ใช่เป็นการปกครอง แต่หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในใจเราทุกคนคือการที่เราเห็นความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ คำว่าธรรมาธิปไตยจะตรงข้ามกับคำว่าอัตตาธิปไตย แล้วก็ไม่ใช่โลกาธิปไตย ประชาธิปไตยบางครั้งมันคล้ายๆ กับโลกาธิปไตย คือเอาตามเสียงคนส่วนใหญ่ แต่ที่จริงแล้วเราต้องยืนยันในความถูกต้อง เมื่อเรายืนยันในความถูกต้อง อันนั้นแหละคือธรรมาธิปไตย

แทนคุณ : ถึงแม้คนที่เรารัก คนที่เราชอบอย่างกรณีนี้ กรณีศึกษา ซึ่งต้องเรียนท่านผู้ชมด้วยความเคารพว่า เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนขึ้น อย่างกรณีคุณทักษิณนี้ก็มีนโยบายที่โดนใจ มีประชานิยมที่ถูกใจคน โดยเฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัด ที่เป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ ก็เลยทำให้เกิดเสียงส่วนใหญ่แล้วก็เป็นรัฐบาลพรรคเดียวในยุคนั้น พอเกิดการปฏิวัติซึ่งผมก็เชื่อว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบ ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบคนที่ทุจริตคอรัปชั่น ถ้าเราเลือกสิ่งที่เลวร้ายก็พอๆ กัน การปฏิวัติเผด็จการในเชิงของการไม่นองเลือดถือว่าเลวร้ายน้อยกว่ากับการที่มีประชาธิปไตยแล้วก็มีการทุจริตคอรัปชั่น ตรงนี้ประชาชนควรจะเข้าใจหรือทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรดีครับ คนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยครับ

พระไพศาล : อาตมาคิดว่าความถูกต้องเป็นเรื่องที่เราต้องคำนึง แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องสาวให้ลึกไปถึงสาเหตุ อาตมาคิดว่าปัญหาที่เกิดความขัดแย้งในเวลานี้ เป็นมากกว่าเรื่องของตัวบุคคล คือคงไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณทักษิณคนเดียว คนที่ต่อสู้ที่คำนึงถึงเหตุผลมากกว่าคุณทักษิณที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดง อาตมาก็คิดว่ามีเยอะ  ก็เห็นว่าสังคมปัจจุบันนี้มันไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในความหมายของเขาคือว่าประชาชนมีสิทธิมีเสียงมาก แต่เขามองว่าประชาธิปไตยตอนนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แล้วก็เป็นประชาธิปไตยแต่รูปแบบ คือการปกครองยังถูกครอบงำโดยข้าราชการ ซึ่งบางที่เขาก็ใช้คำว่าอำมาตย์ อันนี้อาตมาเข้าใจ เพราะว่าอาตมาอยู่ในชนบท อาตมาเข้าใจดีเลยว่าชาวบ้านเขามีความรู้สึกเลยว่า เขาถูกกระทำหรือถูกรังแกโดยข้าราชการเยอะ แล้วเขารู้สึกว่าตอนที่คุณทักษิณ พรรคไทยรักไทยขึ้นมาเป็นใหญ่สามารถที่จะลดบทบาทของข้าราชการ คนที่เป็นหัวคะแนนจะรู้สึกไม่กลัวนายอำเภอ นายอำเภอเคยรังแกเขา  แต่ว่าพอมีคุณทักษิณแล้วนายอำเภอรังแกเขาไม่ได้เพราะเขาเป็นหัวคะแนนของไทยรักไทย แล้วเขาสามารถที่จะติดต่อส.ส. . แล้วเลยไปถึงรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นเขารู้สึกว่าในสมัยของคุณทักษิณเขาเป็นใหญ่ได้ ข้าราชการมาทำอะไรเขาไม่ได้ เขารู้สึกว่านี่คือประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นเขาจึงรู้สึกว่าคุณทักษิณเป็นตัวแทนของประชาชนที่ทำให้ข้าราชการกลับมารังแกเขาไม่ได้ ข้าราชการต้องอยู่ภายใต้การปกครองหรือต้องฟังส.ส. ต้องฟังรัฐมนตรีซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ตรงนี้คนกรุงเทพไม่เข้าใจ คนกรุงเทพไม่เคยมีปัญหากับข้าราชการมาก แต่คนชนบทโดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยมีปัญหากับข้าราชการเยอะ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ ทีนี้ในช่วงคุณทักษิณ เขารู้สึกว่าเขาเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาได้อีกนิดหน่อย อันนี้อาตมายังไม่ได้พูดเรื่องประชานิยมนะ ประชานิยมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นในความรู้สึกของเขา เขารู้สึกว่าตอนนี้ โดยเฉพาะหลัง ๑๙ กันยา มันไม่เป็นประชาธิปไตย  แต่ก่อนหน้านั้นเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเป็นตัวแทนของการปกครองที่ทำให้เขามีสิทธิมีเสียงมากขึ้น

แทนคุณ : ที่นี้ในมุมอีกมุมหนึ่งที่เราได้พูดคุยกันและก็เป็นภาพที่สะท้อนชัดของความไม่ถูกต้อง อาจารย์พูดถึงความถูกใจและกระบวนการบางอย่างซึ่ง คุณอาจจะพอใจหรือถูกใจ แต่ความไม่ถูกต้องคือปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในทุกรัฐบาล ขณะเดียวกันศาลตัดสินและพิพากษาแล้ว เพราะอะไรคนไทยถึงไม่ฟัง หรือฟังแล้วอาจจะไม่เข้าใจ หรือไม่สนใจในกระบวนการนั้นอย่างแท้จริง และมองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งของระบบบางระบบที่รังแกคุณทักษิณ ซึ่งมันก็ชัดเจนว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นจริงๆ  และก็มีการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องและบริษัทของตนเอง

พระไพศาล : อาตมาคิดว่าประการแรกเป็นเรื่องฉันทาคติ ฉันทาคติต่อคุณทักษิณ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำให้ไม่ยอมรับความจริง คือไม่ยอมรับคำพิพากษา ประการที่สองกระบวนการที่ผ่านมาตั้งแต่ ๑๙ กันยา มันทำให้เขาเกิดความลังเลสงสัยว่า มันมีการใช้วิธีสองมาตรฐานจริงหรือเปล่า คือเขามีความรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาหรือที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ เขารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ไม่แฟร์กับคุณทักษิณ ไม่ใช่วิธีการที่ยุติธรรม แต่เป็นการพยายามกำจัดคุณทักษิณออกไป มันมีภาพเช่นนี้อยู่  มันทำให้เขาเชื่อว่าคุณทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม ตรงนี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาที่ทำให้เขาไม่ยอมรับ

แทนคุณ : แต่ความเป็นจริงแล้ว พระอาจารย์คิดว่าเราควรมีท่าทีอย่างไร ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่ากระบวนการยุติธรรมนี้เป็นหลักสากล ซึ่งมีเหตุและผลรวมทั้งหลักฐานพยานต่าง ๆ  ก็เกิดขึ้นชัดเจน มีกระบวนการมีคำอธิบาย มีการสืบสาวไต่สวนต่างๆ เยอะแยะมากมายทีเดียว มันก็ชัดเจนว่าเกิด ตรงนี้คนไทยจะยอมรับ โดยเฉพาะคนที่ชุมนุมกันเพื่อคุณทักษิณก็ดี  หรือเพื่อเรียกร้องความหมายของคำว่าประชาธิปไตยผ่านคุณทักษิณก็ดี

พระไพศาล : คือถ้าเราเอาความถูกต้องมากกว่าความถูกใจเราก็ต้องทำใจว่า คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่หลายท่านเคารพ ก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ควรที่จะยอมรับความผิดพลาด ตรงนี้คนไทยอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ ที่จริงการเลี้ยงลูกของเราก็เหมือนกันนะ บางทีลูกไม่ทำการบ้าน ครูจะตี แม่ก็แก้แทนให้ว่าลูก ลูกลืมสมุด แม่แก้แทนลูก ทั้งทีลูกก็ควรจะถูกครูตี แต่เรารักลูกมากเราก็เลยปกป้องลูกไม่อยากให้ลูกถูกตีทั้งๆ ที่ลูกทำไม่ถูกจริงๆ  นี่คือวิธีการเลี้ยงลูกของคนไทยในปัจจุบันมาก เราก็ทำอย่างนี้กับนายกรัฐมนตรี คือแม้เขาทำไม่ถูก แต่เนื่องจากเป็นคนที่เรารักเราก็เลยปกป้องเขา ตอนนี้มันเป็นทั้งระบบ มันเป็นทั้งสังคมคือเราไม่อยากได้ความถูกต้อง เราเอาความถูกใจ เอาความรักความชังเป็นหลัก

แทนคุณ : มันอาจจะเป็นพื้นฐานของคนไทยที่จิตใจดี โอบอ้อมอารีและพร้อมที่จะโอบอุ้มคนที่เรารักเพราะสงสารเขา แม้จะทำความไม่ถูกต้องในบางกรณี

พระไพศาล : เห็นได้ชัดเวลาสงกรานต์ ตำรวจต้องป้องกันไม่ให้คนเมาขับรถ  แต่บางทีเวลาเห็นคนเมาขับรถ ตำรวจก็เห็นใจสงสาร ไม่อยากจับเข้าคุก เลยปล่อยเขาไป ตำรวจที่เห็นใจคนขับที่เมาก็มี แต่เราไม่ได้คิดว่าการที่เราปล่อยเขาไป ไม่จับเขา เขาอาจจะไปชนใครตาย อาจเกิดอุบัติเหตุได้  เราเห็นใจเขาไม่จับเขา ไม่ได้เอาความถูกต้องหรือเอากฎหมายเป็นหลัก  พอปล่อยเขาไป ปรากฏว่าคนนั้นไปขับรถชนคนตายก็มี นี่เป็นวิธีคิดของคนไทยที่ก่อปัญหาได้

แทนคุณ : ถามพระอาจารย์นะครับ เรื่องของขันติธรรมกับความยุติธรรมหรือขันติ กระบวนการหนึ่งที่สำคัญมากคือการสื่อสารมวลชน หลายคนก็บอกว่าต้องสื่อข้อมูลที่เป็นจริงออกไป ใครใช้ความรุนแรง ใครบิดเบือน ซึ่งตอนนี้ก็พยายามสร้างหรืออ้างเหตุการณ์บางอย่างหรือกรณีรถแก๊ส ซึ่งบัดนี้ก็ยัง เสื้อแดงก็บอกไม่ใช่ของเขาทำ ฝ่ายรัฐสร้างภาพ สร้างสถานการณ์ขึ้นมา อย่างกรณีนี้ประชาชนที่ฟังอยู่ ควรจะใช้วิจารณญาณอย่างไร เพราะว่าฟังแล้วก็คล้อยตามและมักจะโยนความผิดไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง เหมือนกับเป็นศัตรูกัน คนที่ดูและพยายามเฟ้นหาความจริง ในสถานการณ์ที่มีแต่ความไม่จริง และเป็นมายาคติ จะทำอย่างไรไม่ให้มันจมอยู่กับข้อมูลที่กรอกหูอยู่ทุกวัน

พระไพศาล : อาตมาว่าขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยสองอย่าง อย่างแรกคือว่าจะต้องมีการเปิดพื้นที่ให้กับข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่นกรณีรถแก๊ส ถ้ามีข้อมูลที่แตกต่างกันก็ควรให้เขามีโอกาสได้เสนอ โดยเฉพาะสื่อสาธารณะหรือสื่อของรัฐควรเปิดพื้นที่ให้กับข้อมูลที่แตกต่างกัน

แทนคุณ : ทุกวันนี้มันก็เยอะนะครับ

พระไพศาล : ใช่แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า สื่อใครสื่อมัน ที่จริงควรจะมีสื่อกลางที่คนมีข้อมูลที่แตกต่างกันเอามาเสนอได้ นี่เป็นข้อที่หนึ่ง ซึ่งก็โยงไปเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร ประการที่สองเป็นเรื่องปัจจัยภายใน ก็คือคนฟังคนรับสื่อ คนรับสื่อจะต้องมีจิตใจมั่นคงหนักแน่น อาตมาคิดว่าหลักกาลามสูตรใช้ได้ดีมาก หลักกาลามสูตรมี ๑๐ ข้อ แบ่งได้เป็น ๓ หัวข้อ อันที่หนึ่ง อย่าเชื่อเพียงเพราะคนเขาร่ำลือกัน เพราะเขาพูดสืบต่อกันมา สองอย่างเชื่อเพียงเพราะว่าแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ แหล่งข้อมูลคือคน สถานีโทรทัศน์หรือว่าหนังสือก็ได้ หรือแม้แต่ครู แม้คนพูดจะน่าเชื่อถือก็อาจจะผิดได้ อย่าไปเชื่อเพียงเพราะแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ และสามอย่าเชื่อเพียงเพราะมันเข้าได้กับความเห็นของเรา เช่นถ้าเราอยู่ฝ่ายเสื้อเหลืองเราก็เชื่อว่ารถแก๊สเป็นของเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อแดงก็บอกว่าเป็นของรัฐบาล คือมันมีอคติที่พร้อมทำให้เชื่อในส่วนที่เข้ากับความคิดของเรา คนฟังต้องใช้หลักกาลามสูตร  คืออย่าเชื่อเพียงเพราะใครๆพูดอย่างนั้น สองอย่าเชื่อเพียงเพราะแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ สามอย่าเชื่อเพียงเพราะว่ามันเข้าได้กับความเชื่อของเรา

แทนคุณ : เพราะมีธงตั้งอยู่แล้ว พอเข้ามาปุ๊บก็เข้าทางเลย

พระไพศาล ถ้าเราคิดว่ารัฐบาลนี้แย่อยู่แล้ว พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาเราก็สรุปเลยว่ารัฐบาลแย่ ถ้าเราคิดว่าเสื้อแดงแย่อยู่แล้ว พอเกิดข่าวขึ้นมาว่าเสื้อแดงแย่เราก็เชื่อทันที ถ้าเรามีหลักกาลามสูตรเราก็ต้องทักท้วงตัวเองหรือคิดเผื่อไว้ก่อนว่าอาจจะไม่จริงก็ได้ แล้วเราจะทำยังไง เราก็ต้องหาข้อเท็จจริง ถ้าเรายังไม่ชัดว่าจริงหรือไม่  ถ้าเราเผยแพร่ข่าวนี้เราก็จะกลายเป็นเจ้ากรมข่าวลือได้ ต้องระวังมาก เราต้องระวังอย่างไปเผยแพร่ข่าวที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือไม่ ต้องอาศัยความรู้เท่าทัน ความมีสติ แล้วก็รู้เท่าทันอคติของเรา ถ้าเราทำอย่างนี้ จะช่วยลดความร้อนแรงของบ้านเมืองได้เยอะ