สันติอาสาสักขีพยาน

บทเรียน ๒๐ วัน สันติวิธีอาสา "ทุกฝ่ายต้องอดทน...อดกลั้น"
" คิดว่าทุกฝ่ายต้องอดทน อดกลั้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ประชาชนทั่วไป เพราะในช่วงที่มีการเคลื่อนไหว บางช่วงผ่านประชาชนทั่วไป อาจจะมีการแลกเปลี่ยนทางคำพูดด้วยวาจา หากไม่มีการควบคุมก็นำไปสู่ความรุนแรงได้"
"การพูดปลุกคนให้เกลียดชัง กันเป็นความเสี่ยงที่สุดเลย ที่เห็นว่าเป็นศัตรู เพราะหมายถึงพร้อมจะใช้ความรุนแรง แต่อยากเห็นผู้ชุมนุมสร้างพลังงาน จากการเคารพอีกฝ่าย โดยไม่ให้เห็นเป็นศัตรู

>> อ่านบทเรียน ๒๐ วัน สันติอาสาฯ


ใน สถานการณ์แบบนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมมีความระแวงค่อนข้างสูง เราเป็นฝ่ายที่สามเพื่อที่จะบอกว่า ความจริงคืออะไร เพราะสถานการณ์แบบนี้ คนไม่มั่นใจในข่าวสาร เราพยายามทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม เราไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานแบบสันติวิธี ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ


อีก ครั้งที่ได้ เรียนรู้ว่า ความกลัว ความหวาดระแวง ที่ประสบนั้น หากจะให้เลือนหายไปได้ ก็คือ การได้สัมผัส และ กับความจริง เพราะเชื่อว่า ทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้น กับเรานั้น คงไม่เกินความสามารถของเรา ดั่งอัลกุรอานบทหนึ่ง ความว่า “อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิ ตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความ สามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น

อ่าน>> การสังเกตการณ์กรณีการชุมนุมของประชาชนเสื้อแดง จาก"คณะเยาวชนมุสลิมสันติอาสาสักขีพยานจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

volunteer's blog

รายงานสันติอาสา ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓: ทหาร ปะทะ นปช. บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เวลาประมาณบ่าย ๓ – ๕ โมงเย็น

เวลาราวๆ บ่ายโมง สันติอาสาสักขีพยานได้ฟังข่าวช่องทีวีไทยรายงานว่า เกิดการปะทะระหว่างกลุ่ม นปช. ที่ยกกำลังไปกดดันทหารบริเวณหน้ากองทัพภาค ๑ เนื่องจากเข้าใจว่าทหารจะมาสลายการชุมนุม จนทหารต้องฉีดน้ำ และขว้างแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากหน้ากองทัพภาค ๑ และเหตุการณ์สงบลง

สันติอาสาฯ จึงเดินทางมาที่สะพานผ่านฟ้า พอดีกับได้ยินแกนนำบนเวทีคือคุณขวัญชัย ไพรพนา กล่าวกับผู้ชุมนุมว่า “ทหารมันจะมาสลายเรา เราไปสลายมันก่อนดีไหม” พร้อมกับเสียงโห่ร้องของผู้ชุมนุมที่กระจายตัวอยู่หลวมๆ ทั่วบริเวณเวทีปราศรัย แต่คุณวิสา คัญทัพ แกนนำบนเวทีอีกคนหนึ่งกล่าวต่อในทันทีว่า ขอให้ผู้ชุมนุมยึดหลักสันติวิธี ให้อยู่แต่ในพื้นที่การชุมนุม อย่ารุกเข้าไปในพื้นที่ของทหาร

หลังจากนั้น มีแกนนำบนเวทีแนะนำการป้องกันแก๊สน้ำตา การจัดกำลังเพื่อปกป้องพื้นที่การชุมนุม เช่น การปกป้องลำโพงตามจุดต่างๆ เพื่อให้สามารถฟังคำสั่งจากบนเวทีได้ การเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมออกมาอยู่บริเวณหน้าเวทีให้มากที่สุด และมิให้ตระหนกตกใจต่อการสลายการชุมนุมที่อาจเกิดขึ้น

เริ่มมีเฮลิคอปเตอร์ทหารบินวนไปมาอย่างช้าๆ เหนือบริเวณที่ชุมนุม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องไม่พอใจของผู้ชุมนุม

แกนนำผู้ชุมนุมบนเวทีประกาศว่า มีการปะทะกันตามจุดต่างๆ เป็นระยะๆ เช่น บริเวณสี่แยกคอกวัว บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมจัดแบ่งกำลังกันไปช่วยรักษาพื้นที่การชุมนุมตามจุดต่างๆ ที่ประกาศ และสำทับว่า อย่าตระหนกตกใจเมื่อได้รับฟังข่าวต่างๆ จนเผยแพร่ข่าวลือออกไปเอง ให้มาแจ้งและรับฟังการชี้แจงจากแกนนำบนเวทีเท่านั้น

ประมาณบ่ายสามโมง สันติอาสาฯ เดินทางไปยังสะพานมัฆวานฯ พบว่ามีทหารหลายร้อยนาย ตั้งแถวอยู่เต็มสะพาน หลายแถวแรกถือโล่และกระบอง แถวหลังๆ ถือปืน และปืนกลมือ โดยมีผู้ชุมนุมกระจายตัวบนถนนหันหน้าเข้าหาทหาร จากจุดที่สันติอาสายืนอยู่ (เชิงสะพานมัฆวานฯ ฝั่งวัดมกุฏกษัตริยาราม) มองไปโดยรอบไม่พบว่าบุคคลที่แสดงตนว่าเป็นแกนนำผู้ชุมนุมอยู่ในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด

สันติอาสาฯ ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างแถวทหารและผู้ชุมนุมหน้าอาคารสหประชาชาติ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุดพร้อมกับทหารใช้กระบองตีโล่และเดินเคลื่อนขบวนผลักดันผู้ชุมนุมจนล่าถอยไปตามถนนราชดำเนิน แต่เพียงประมาณสองนาที ก็เห็นทหารถอยกลับมา โบกมือให้คนที่อยู่รอบข้างให้ถอยออกไป พร้อมกับสันติอาสาฯ รู้สึกแสบตา จมูก ต้องเอาผ้าพันคอปิดหน้าวิ่งหลบออกมาทางวัดมกุฏฯ

ทหารกลับไปตั้งแถวบนสะพานมัฆวานฯ เหมือนเดิม ในขณะที่ผู้ชุมนุมเดินกลับเข้ามาอยู่บนถนนหน้าสะพานใกล้ทหารมากขึ้นเรื่อยๆ จนประชิดกัน มีการพูดคุยทักทายกัน ผู้ชุมนุมบางส่วนเอาน้ำและอาหารมาให้กับทหาร

มีผู้ชุมนุมหญิงคนหนึ่งกล่าวผ่านเครื่องเสียงจากเต๊นท์หน้าอาคารสหประชาชาติ อธิบายถึงการใช้กระสุนยางของทหารว่า จะยิงไม่เกินระดับเอวลงมา ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงปืนอย่าก้มตัวหลบ เพราะอาจได้รับอันตราย

สักพักหนึ่ง มีทหารบอกให้ผู้ชุมนุมถอยออกมา อย่ายืนชิดกับทหารมากเกินไป จากนั้นจึงได้ยินเสียงปืนดังขึ้นถี่ยิบจากฝั่งทหาร พร้อมกับทหารแถวหน้าที่ถือโล่และกระบองเดินเข้าผลักดันผู้ชุมนุมให้ถอยร่นไปตามถนนราชดำเนินอีกครั้ง แต่เพียงไม่ถึง ๕ นาที ก็เห็นทหารถอยกลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งมีแก๊สน้ำตาถูกโยนเข้ามาในกลุ่มทหาร สันติอาสาฯ ต้องหลบเข้าไปในเต๊นท์ของผู้ชุมนุมที่ตั้งอยู่หน้าประตูใหญ่สหประชาชาติ และขยับถอยออกมาด้านข้างไปทางถนนหน้าวัดมกุฏฯ เห็นผู้ชุมนุมเริ่มวิ่งเข้าใส่ทหารอย่างรวดเร็ว จนทหารถอยไม่เป็นขบวน บางส่วนแตกแถวออกมาทางถนนด้านวัดมกุฏฯ มี ๒ คนถอยมาอยู่ตรงหน้าสันติอาสาฯ และถูกผู้ชุมนุมระดมใช้ไม้ ด้ามธง ก้อนอิฐ ขว้างและตี จนล้มลงก่อนถูกรุมสกรัมจนเลือดอาบใบหน้า แม้ว่าจะมีผู้ชุมนุมบางคนพยายามห้ามปรามไว้

กลุ่มผู้ชุมนุมไล่ตีทหารจนส่วนใหญ่ต้องถอยร่นข้ามสะพานมัฆวานฯ ไปจนถึงหน้าประตูใหญ่กระทรวงศึกษาธิการ (เดินตามไปดู ภายหลังจากเหตุการณ์สงบแล้ว) สันติอาสาฯ ยังอยู่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ เห็นทหารที่แตกกลุ่มออกมาประมาณ ๑๐ กว่าคนพยายามเดินกลับไปทางสะพานเพื่อรวมกับกลุ่มใหญ่ ระหว่างทางมีผู้ชุมนุมบางคนช่วยกันทหารไว้ แต่บางคนเข้าไปดึงโล่และกระบองมาจากทหารได้

เดินไปทางวัดมกุฏฯ เห็นกลุ่มชุมนุมรุมล้อมทหารนายหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นลม กับบนฟุตบาทใกล้ๆ มีทหารถือกล่องพยาบาลและผู้ชุมนุมกำลังช่วยกันทำแผลให้กับผู้ชุมนุมชาย ๒ คนที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าแข้ง เป็นแผลถลอก (ไม่ลึก) ขนาดประมาณเหรียญ ๕ บาท ผู้ชุมนุมบอกว่าตอนโดนยิง ถึงกับทรุดลงไปเลย ทหารบอกว่าเกิดจากกระสุนยาง

เมื่อเหตุการณ์ปะทะเริ่มสงบแล้ว สันติอาสาฯ จึงเดินกลับไปทางเชิงสะพานมัฆวานฯ เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งนำวัตถุคล้ายปลอกกระสุนลูกซองมาแสดงให้ผู้ชุมนุมคนอื่นดู เมื่อเดินไปถึงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมและทหารยืนเผชิญหน้ากัน ห่างราว ๕ เมตรโดยมีแผงเหล็กกั้นกลางระหว่างกัน มีแกนนำบนรถปิ๊กอัพและทหารพูดคุยกันผ่านเครื่องขยายเสียงห่างกันราว ๔๐-๕๐ เมตร

ระหว่างนั้น เพื่อนสันติอาสาฯ อีกคนหนึ่งได้รับการติดต่อจากผู้ชุมนุมที่รู้จักกัน ว่ามีเด็กเห็นผู้ชุมนุมถูกยิงอยู่แถวบ้านเรือแจว บนถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษมฝั่งวัดโสมนัส จึงชวนกันออกเดินตามหาจนพบ ทำให้ทราบว่าเป็นกลุ่มเยาวชนจากพัทยา พวกเขาต้องการกลับไปชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ แต่ไม่รู้จักทาง สันติอาสาฯ จึงนำกลุ่มดังกล่าวเดินผ่านทหารมากกว่าร้อยนายที่ตั้งแถวอยู่หน้าซอยวัดโสมนัส เพื่อให้ออกไปหารถกลับราชประสงค์ต่อไป โดยยังไม่ทันได้ถามรายละเอียดเรื่องคนถูกยิง

สันติอาสาฯ นั่งพักอยู่ในซอยวัดโสมนัส เห็นทหารกับผู้ชุมนุมบางส่วนยืนปะปนกัน โดยทหารตั้งแถวอยู่ตรงกลาง ผู้ชุมนุมอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีการพูดคุยระหว่างกัน ผู้ชุมนุมบางส่วนเอาน้ำและอาหารมาให้ทหาร พร้อมกับมีผู้ชุมนุมในรถปิ๊กอัพติดเครื่องขยายเสียงทั้งสองด้าน กล่าวโจมตีนายกรัฐมนตรีและขอให้ทหารอย่าทำตามคำสั่งของรัฐบาล ต่อมา มีขบวนรถมอเตอร์ไซค์หลายสิบคันวิ่งมาจากทางหน้าวัดโสมนัสตรงเข้าหาแถวทหาร และขอให้ทหารแหวกทางให้เข้าไป ทหารยอมแหวกทางให้ก่อนตั้งแถวเหมือนเดิม

ต่อมา ผู้ชุมนุมทางด้านหน้าวัดโสมนัสเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แกนนำในบริเวณดังกล่าวบอกให้ผู้ชุมนุมจำนวนร้อยกว่าคนใช้มือเปล่าเข้ามาไปดันแถวทหารอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะสามารถดันทหารเข้าไปในซอยวัดโสมนัสได้ โดยทหารไม่มีทีท่าต่อต้านมากนัก

เวลาประมาณหกโมงเย็น สันติอาสาฯ เดินทางออกจากซอยวัดโสมนัสไปทางแยกคุรุสภาก่อนจะอ้อมไปทางหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร เห็นทหารตั้งแถวปิดแยกถนนดินสอทุกด้าน มีชาวบ้านแต่งชุดทั่วไปเกือบสิบคนจะเดินเข้าไปร่วมชุมนุมด้วย แต่ทหารไม่อนุญาตให้เข้า จึงเกิดการต่อว่าทหาร ซึ่งพยายามขอร้องให้เข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง

เดินทางอ้อมไปทางบางลำพูต่อไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มองเห็นทหารจำนวนหลายร้อยนาย ยืนปิดถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา มีรถหุ้มเกราะสองคันอยู่ด้านหน้าสุด รถขยายเสียงอยู่ถัดไปด้านหลัง และรถสื่อสาร (สังเกตจากว่ามีเสาอากาศอยู่บนรถเป็นจำนวนมาก) รู้สึกแสบตา จึงถามสันติอาสาฯ อีกคนหนึ่งที่อยู่ในบริเวณนั้นก่อนแล้ว ทำให้ทราบว่าทหารจะโยนแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เป็นระยะๆ เมื่อมีเฮลิคอปเตอร์บินมา ผู้ชุมนุมจะพากันด่าทอ และมีทีท่าหวาดระแวง กลัวว่ากระป๋องแก๊สน้ำตาจะตกลงมาโดนศีรษะ โดยผู้ชุมนุมมีการยิงพลุสวนขึ้นไปเป็นระยะๆ

เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม สันติอาสาฯ เดินทางออกจากบริเวณที่ชุมนุมเพื่อไปสมทบกับสันติอาสาฯ คนอื่นๆ ที่ลานคนเมือง ก่อนจะเดินทางไปพูดคุยบอกเล่าสถานการณ์ที่ได้พบเห็นทางทีวีไทย

สังเกตการณ์ชุมนุม ๑๐ เม.ย.๕๓ ณ แยกราชประสงค์ อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย by Loluta Yee

สังเกตการณ์การชุมนุม ๑๐ เม.ย. ๕๓ ที่แยกราชประสงค์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แยกคอกวัวและวัดบวรนิเวศน์

๑๖.๐๐ น. รถเมล์ที่นั่งมาไม่สามารถเข้ามาถึงประตูน้ำได้ต้องเดินต่อมาถึงแยกประตูน้ำเลี้ยวซ้ายไปทางเแยกราชประสงค์มีผู้ร่วมชุมนุมหนาแน่นมากเต็มพื้นที่ถนนและบริเวณหน้าห้าง แกนนำนปช. ที่กำลังปราศรัยคือจตุพรและณัฐวุฒิ และมีการขอกำลังเสริมไปที่ซอยร่วมฤดี ที่ซอยร่วมถดีไม่มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุการณ์เรียบร้อยดี แต่เมื่อถึงบริเวณแยกซอยต้นสนที่ประชาชนที่ทยอยเดินกลับเวทีใหญ่ก็เห็นภาพการสลายม็อบจากโทรทัคน์ที่อยู่ในป้อมตำรวจที่สามารถเห็นแต่ภาพ แต่ไม่ได้ยินเสียง ก็เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นก็พากันโห่ร้องและสร้างความเดือดดาลแก่ผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก ได้ไถ่ถามกันถึงสถานที่และอยากจะไปสมทบ แต่ฉันจำภาพข่าวได้ว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา จึงตะโกนบอกไปว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย มีคนฟังและตะโกนบอกต่อกัน จนฝูงชนอยู่ในความสงบแล้วเดินกลับไปเวทีใหญ่ ตรงนี้ฉันเห็นความเปราะบางของม็อบสองอย่างคือหนึ่ง ฝูงชนพร้อมที่จะเชื่อใครก็ได้ที่พูดออกมา และสองภาพสื่อที่แสดงออกทำให้เกิดการเข้าใจผิดในม็อบได้ง่ายเพราะเห็นแต่ภาพข่าวแต่ไม่ได้ยินเสียง สื่อทางโทรทัศน์ที่เสนอข่าวซ้ำอยู่ตลอดเวลา เช่นข่าวต้นชั่วโมง ข่าวภาคบ่าย ข่าวภาคค่ำ ข่าวพิเศษ ควรมีการแสดงตัวอักษรระบุวันเวลาและสถานที่ในภาพข่าวทุกครั้งที่มีการนำมาเสนอใหม่

๑๘.๐๐น. อยู่ที่แยกราชประสงค์ เหตุการณ์สงบเรียบร้อยดี แกนนำปราศรัยอยู่บนเวลาตลอดเวลา สิ่งที่น่าสังเกตคือคนเข้ามาสมทบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากเสื้อผ้าและผ้าพันคอ ผ้าแถบ เครื่องเป่าขายดีอยู่ตลอดเวลา และจากคำบอกเล่าของมอเตอร์ไซด์ที่ฉันโบก ซึ่งพูดคล้ายกันทั้งสองคันที่โบกว่าตอนนี้หยุดงานแล้วก็เลยได้มา

๑๙.๓๐ น. ได้รับโทรศัพท์จากกลุ่มสันติอาสาฯ ว่าให้ไปรวมกันที่ศาลากลางกทม.เพื่อไปออกรายการของช่อง TPBS แต่ก็แบ่งไปเพียงบางกลุ่ม บางกลุ่มก็มาสังเกตการณ์ต่อที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพราะขณะนั้นมีการทิ้งแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ตกลงมาเป็นสายในความมืดครั้งละสามลูก ติดต่อกันประมาณสิบครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ(เล็กน้อย)และระคายเคืองวิ่งออกมาทางศาลากลางกทม. ซึ่งเป็นฝั่งเหนือลม ขณะนั้นลมแรงมากควันจึงจางไปรวดเร็วพอควร จากนั้นก็เดินไปสังเกตการณ์ต่อที่แยกคอกวัว แนวปะทะอยู่ที่ถ.ตะนาว(ฝั่งวัดบวรฯ)ตัดกับถ.ราชดำเนินกลาง ซึ่งขณะนั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยางแล้ว

๒๐.๐๐น. ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ลักษณะม็อบตอนนั้นเป็นดังนี้คือ

๑. ผู้คนที่อยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็จะเดินไปเดินมาเฉย ดูไม่ตระหนกตกใจมาก ดูไม่มีความเสี่ยง
๒. ผู้คนที่กระจัดกระจายอยู่ที่บริเวณอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา มีอาการแตกตื่นและตระหนกตกใจ มีข่าวลือและการคาดเดาจากตรงจุดนี้ตลอดเวลาเพราะเป็นจุดที่มองเห็นแสงประกายไฟและได้ยินเสียงจากอาวุธชัดเจนแต่ไม่เห็นสถานการณ์ที่แท้จริง สามารถเดินไปเดินมาได้สะดวก ดูมีความเสี่ยงเล็กน้อย
๓. ผู้คนที่เก็บขวดน้ำพลาสติก ขายของ นอนดูรายงานข่าวจากโทรทัศน์ในเต็นท์หน้าอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา ไม่มีอาการตื่นตระหนกตกใจเลยทั้งที่อยู่จุดเดียวกับผู้คนกลุ่มที่สอง และอยู่ติดกับรถหวอ(ทั้งรถโรงพยาบาลและรถจากมูลนิธิฯต่างๆ )ที่เข้าออกรับผู้บาดเจ็บตลอดเวลา
๔. ผู้คนที่อยู่ตรงแนวปะทะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หลังจากเลือกที่จะเข้าไปอยู่ที่จุดนี้แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งตัวเองได้มากนัก
๕. ผู้คนที่หนุนอยู่หลังแนวปะทะ(ระยะใกล้) เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดความรุนแรงมากที่สุด มีการโยนระเบิดเพลิงและสิ่งของต่างๆ เข้าไปมาก มีความเสี่ยงสูงเช่นกันแต่ได้รับอันตรายไม่มากเท่าแถวหน้าและมีความคล่องตัวที่จะออกมาจากจุดปะทะพอสมควร

มีเสียงอาวุธที่คนทั่วไปไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเสียงอะไร (ปืน ระเบิด ประทัด) ดังขึ้นตลอดเวลา มีประกายไฟเกิดขึ้น และมีการลำเลียงคนบาดเจ็บไปโรงพยาบาลแทบตลอดเวลา

๒๑.๐๐ น. เหตุการณ์เริ่มสงบทหารถอยออกไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าวัดบวร เหตุการณ์ปะทะยุติ ที่จุดปะทะผู้คนเฮเข้าไปเก็บหลักฐานปลอกกระสุน ถ่ายรูปรอยคราบเลือด รอยคราบเลือดมีอยู่หลายตำแหน่ง จุดริมถ.ราชดำเนินกลางน่าจะเป็นของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่จุดที่อยู่บนถ.ตะนาวน่าจะเป็นรอยเลือดทหารเพราะเป็นจุดที่ทหารยืนยันกันอยู่ขณะปะทะและมีเศษขวดแก้วจากระเบิดเพลิงตกอยู่มากมาย ซึ่งร่องรอยระเบิดเพลิงนี้ไม่มีอยู่ทางกลุ่มคนเสื้อแดง มีชิ้นส่วนเกราะอ่อน โล่ทหารตกอยู่เยอะมาก และรอยกระสุนบนผนังตึก สักพักกลุ่มคนเสื้อแดงก็ทยอยกลับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ยังมีส่วนหนึ่งประมาณยี่สิบกว่าคนที่ยังตามทหารไปแต่ไม่ได้ประจันหน้าแล้ว มีระยะห่างระหว่างทหารและผู้ชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สถานการณ์กลับดูตึงเครียดและน่ากลัว

๒๑.๓๐ น. บนถนนพระสุเมรุทหารตรึงกำลังอยู่ทางถ.ประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนยังอยู่ตรงทางแยกหัวมุมวัดบวร(แถวนั้นมีฝรั่งเข้ามาสังเกตการณ์มาก) บางส่วนประมาณสิบกว่าคนเดินเข้าไปหาทหารทีละนิด แต่มีระยะห่างอยู่ประมาณห้าสิบเมตร ช่วงนั้นมีรถหวอเข้ามา รับทหารไปส่งโรงพยาบาล แต่ผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถเข้าใจเหตุการณ์ได้แล้ว จึงบรรยายอย่างนี้ว่า มีรถหวอวิ่งไปมา เข้าไปทางทหารแล้วออกมาทางผู้ชุมนุม บางคันก็ยังไม่ได้จอดที่ทางทหารเลยก็กลับลำแล้ว ไปๆ มาๆ หลายคันมาก (อาจจะเป็นคันเดิมด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ) มีหลายคันที่ทางกลุ่มคนเสื้อแดงพยายามจะกั้นโดยใช้คนกั้นเพื่อดูว่ามีใครอยู่ข้างในรถ ส่วนรถก็พยายามฝ่า ไม่ค่อยยอมจอดให้ ไม่รู้ว่าด้วยความกลัวกลุ่มคนหรือกลัวการกักไว้หรือรีบไปส่งคน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจเลย รู้แต่บรรยากาศความกลัวนั้นเขม็งเกลียวเต็มที่ แม้แต่ทหารเองที่ตั้งกำลังอยู่ไกลแล้ว เมื่อเห็นคนเดินเข้าไปสองคนเป็นหน่วยกาชาดหนึ่งคน สันติอาสาฯ หนึ่งคนก็ตะโกนออกมาว่าไม่ให้เข้าไป แต่สุดท้ายก็ได้เข้าไปเพื่อประสานเอาทหารที่เจ็บไปโรงพยาบาล

๒๒.๐๐ น. รถหวอสามารถเข้าไปรับทหารบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลได้จนหมด ทหารนั่งเป็นกองแล้วเริ่มนับคนที่เหลือ(มานั่งรวมกันแล้วนับว่าเหลือกันเท่าไร - ฟังแล้วเศร้ามาก) แล้วถอนกำลังกลับขับรถถังกลับไปทางถนนประชาธิปไตย

๒๒.๒๐ น. มีกลุ่มคนเสื้อแดงกักตัวนายทหารคนหนึ่งไว้ ซึ่งรู้จากสันติอาสาอีกคนหนึ่งว่าเป็นผู้การแต้ม อยู่บนถนนดินสอ มีกล้องทีวีหนึ่งตัวอยู่ใกล้ผู้การแต้มด้วย ผู้การแต้มพยายามจะชี้แจงอะไรบางอย่าง แต่ไม่สามารถทำได้เพราะถูกฝูงชนโห่ร้องอยู่ตลอดเวลาและสุดท้ายก็พากันไปที่เวทีปราศรัย

เมื่อเดินกลับมาทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็พบว่ายังมีรถถังตกค้างอยู่แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีกลุ่มคนเสื้อแดงพยายามเข้าไปทำลายทุบตีรถ แต่มีบ้างที่พยายามบอกว่า อย่าทำลายภาษีเราทั้งนั้น แต่ไม่มีใครฟัง

กลับมาขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน โดยมีคนเสื้อแดงคนหนึ่งนั่งรถมาก่อนแล้ว แล้วเรียกเราไปด้วยกัน จากนั้นก็ส่งเราลงบริเวณใกล้ ๆ โรงเรียนศรีอยุธยา ตรงนั้นกลางคืนถนนเปลี่ยวมากเพราะไม่มีคนสัญจรเลย ขณะที่รอเรียกรถคันใหม่อยู่นั้น ก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งคนขับแต่งชุดดำ ไม่รู้ว่าตามเรามาจากไหน หรือมองมาเห็นจากถนนด้านตรงข้ามก็ไม่รู้ มาจอดก่อนถึงที่เรายืนอยู่นิดหน่อย แล้วค่อยๆ ขับเข้ามา ถามเราว่า เป็นนักข่าวเยาวชนหรือเปล่า เราบอกว่าไม่ใช่ เป็นสันติอาสาสักขีพยาน เขามองป้ายเราแล้วพูดว่าเป็นพวกไม่เอาความรุนแรงไม่ใช่หรือ แล้วเป็นกลางไหม ถ่ายรูปได้ทุกที่ไหม เห็นทุกเหตุการณ์ไหม ซักใหญ่เลย แต่สุดท้ายก็ขับรถจากไปด้วยดี ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นแต่น่ากลัวมาก

รายงานการขอคืนพื้นที่ วันที่10 เมษายน 2553

หลายวันที่ผ่านมานี้เริ่มมีเสียงบ่นว่าจากภาคส่วนต่างๆของสังคม ถึงความไม่เด็ดขาดของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมาย อีกทั้งการเคลื่อนตัวของผู้ชุมนุมภายใต้การนำของแกนที่นิยมความรุนแรงหลายครั้ง ก็ทำให้ภาพของการชุมนุมโดยสงบเริ่มไม่ชัด นี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เสียงของรัฐในความพยายามที่จะรีบคืนความปกติของบ้านเมืองเริ่มดังขึ้นและส่อเค้าให้เห็นความน่ากลัว จนมาในวันที่ 10 เมษา ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากรัฐก็มาถึง

ที่เวทีราชประสงค์ แม้จะมีการพลักดันตำรวจให้ออกกจากพื้นที่แถวสถานีเพลินจิต แต่ด้วยท่าทีของแกนนำ(เงาะ วรชัย)การพลักดันจึงเป็นไปอย่างสงบไร้ความรุนแรง เราใช้เวลาที่นั่นต่อสักพักก่อนที่จะย้ายมาสมทบกับเพื่อนที่ผ่านฟ้า ในเวลาประมาณทุ่มสี่สิบ

เราเข้าทางเสาชิงช้าภาพแรกที่เห็นเป็นความโกลาหลของผู้ชุมนุม ในการบรรเทาพิษที่เกิดจากแก๊สน้ำตาที่โยนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เป็นละลอก แม้จะมองแทบไม่เห็นควันแล้วแต่ก็ยังรู้สึกแสบตาจนต้องถอยออกมาตั้งหลักก่อนจะเดินหน้าต่อไปยังแยกคอกวัว

ที่เต็นท์พยาบาลบริเวณนั้นเห็นชายอย่างน้อยสี่คนกำลังได้รับการปฐมพยาบาลบาดแผลจากความแรงของกระสุนยาง สองรายโดนเข้าแสกหน้าผาก รายที่ดูน่ากลัวกว่าเพื่อนโดนเข้าที่ติ่งหูจนรุ่งริ่ง

เมื่อใกล้แยกคอกวัวด้านที่จะไปถนนข้าวสาร มีการพยุงผู้บาดเจ็บจากการปะทะโดยมากจากกระสุนยาง ขึ้นมอเตอร์ไซด์ไปปฐมพยาบาลอย่างไม่ขาดสาย (ในช่วงเวลานั้น)

ถึงแยกสังเกตจากมุมสูงมองเห็นแนวของทหารผลักกันกับผู้ชุมนุมอย่างไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ (มีการปาของตอบโต้กระสุนยาง) จนกระทั่งมีการมาสมทบของกลุ่มผู้ชุมนุมที่สวมชุดดำมีการเฮตอนรับ จากนั้นการพลักดันจึงเริ่มดุเดือดขึ้น เริ่มมีการปาระเบิดเพลิงเข้าใส่แนวของทหาร และบางครั้งก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นในแนวของทหาร มีหนึ่งครั้งที่ดังสนั่นและเกิดประกายไฟ (มีอยู่ช่วงหนึ่งผู้สังเกตุโดนวัตถุของแข็งเล็กๆ(เดาว่าเศษปูน)เขาที่หน้าผาก) ทหารถอยไปตั้งหลักห่างออกไปจากผู้ชุมนุมพอควร

จากนั้นจึงเดินหลบเข้าซอยด้านข้างที่เลียบไปกับถนน ชาวบ้านในซอยขนโต๊ะ เก้าอี้ และอื่นๆมาขวางเป็นแนว เป็นระยะๆ ตลอดทั้งซอย ชาวบ้านทั้งซอยตกอยู่กลาง(ข้าง)สมรภูมิ แต่ก็มีหลายคนมากพอควรที่ออกมาดู(โดยมากเป็นการฟัง) เหตุการณ์ตึงเครียดมากมีเสียงปืนที่ดังไม่เหมือนเดิมจากฝ่ายทหาร ดังเป็นชุดเหมือน M16 ดังรัวขึ้นถี่ๆ บ่อยๆ มีเสียงระเบิดดังขึ้นในแนวของทหาร เสียงมีสองลักษณะไม่เหมือนกัน ในช่วงนี้มีชาวบ้านโดนลูกหลงจากระเบิดที่มาจากฝั่งผู้ชุมนุม ที่ตกลงถนนแล้วมีสะเก็ดปูน(ตามคำบอกของเจ้าตัว)ถูกเข้าที่ขมับซ้าย การพยายามจะนำตัวคนเจ็บไปรักษายากมากจะออกไปทางฝั่งทหารก็มีแนวโน้มจะถูกยิงเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร (มีวัยรุ่นที่คึกคะนองในซอยออกไปเก็บอุปกรณ์ต่างๆของทหาร แล้วมีการยิงใส่แต่ไม่โดน)จะออกทางฝั่งเสื้อแดงก็กังวล มีการยิงตอบโต้กันอยู่ครู่ใหญ่จนทหารล่าถอยไปทางวัดบวร

ครู่ใหญ่ผู้ชุมนุมเริ่มเดินเข้ามาตามถนน หลายคนเก็บอุปกรณ์ต่างๆของทหาร มีเสียงตะโกนเตือนกันว่าอย่าเอาไป ให้เอามากองๆกันไว้ เดินจนถึงแนวรั้วของวัดบวรแล้วเลียบไประหว่างนั้นมีรถของทหารจอดอยู่บางคนจะทุบแต่หลายคนห้ามไว้

แล้วก็มีเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น จู่ๆมีรถกระบะคันหนึ่งออกมาจากวัดบวร(ถนนพระสุเมรุ)หวังจะผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมไป(ถ้าเลี้ยวไปอีกทางก็จะไม่เกิดเรื่อง) แต่ปรากฏว่ารถกระบะคันนั้นบรรทุกทหารมาเต็มคัน กลุ่มผู้ชุมนุมจึงกรูกันเข้าไปทำร้ายเกินกว่าแรงของพวกที่คอยห้ามจะทำได้ ในช่วงตะลุมบอนนั้นมีการปาระเบิดเพลิงเข้าใส่ที่กระบะด้วยดีที่สามารถดับได้อย่างรวดเร็ว ทหารบางคนกระโดดลงวิ่งหนีไปทางสะพานวันชาติ(ไม่แน่ใจว่าหนีได้ไหม) แต่มีรายหนึ่งนอนนิ่งอยู่ท้ายรถสักครู่มีรถพยาบาลมารับไป อีกรายหน้ารถโชคดีไม่ถูกทำร้ายนัก โดนควบคุมตัวไปส่งทางเวที โดยระหว่างออกจากรถมีผู้ชุมนุมช่วยกันไม่ให้ถูกทำร้ายรายนี้ทำได้สำเร็จ

ทหารตรงจุดนี้ถอยไปรวมกันที่สะพานวันชาติ ทิ้งระยะห่างกับผู้ชุมนุมทางด้านนี้มากพอควร(ผิดกับอีกสองด้านที่แทบจะอยู่ติดกัน) คุมเชิงกันอยู่อย่างนั้นผ่านไปประมาณสิบกว่านาทีมีกาชาดคนหนึ่งมาคุยกับทางผู้ชุมนุมเพื่อขอความสะดวกในการลำเลียงทหารที่บาดเจ็บไปรักษา แต่เมื่อกาชาดคนนั้นจะเข้าไปทางฝั่งทหารก็ต้องหวาดเสียวกันอยู่บ้างจากการตะโกนขู่ไม่ให้เข้าไปของทหาร แต่ที่สุดการลำเลียงทหารที่บาดเจ็บก็ผ่านไปด้วยดี แม้ในตอนแรกผู้ชุมนุมจะพยายามตรวจท้ายรถพยาบาลด้วยเกรงว่าจะมีการซ่อนศพของผู้ชุมนุมออกไป ทหารที่บาดเจ็บนั้นมีรายหนึ่งที่ถูกยิงที่ขาระหว่างรอสถานการณ์คลี่คลายชาวบ้านตรงข้ามวัดบวรได้ช่วยดูแลไว้

เวลาสี่ทุ่มเศษทหารถอนกำลังจากไป รายงานตัวเลขความสูญเสียของทั้งผู้ชุมนุมเสื้อแดงและทหารเริ่มทยอยออกมา จากการขอคืนพื้นที่ เพื่อคืนความปกติให้กับสังคม นี่คือปฏิบัติการณ์เพื่อคืนความปกติสุขให้กับสังคมหรือ

ขอให้ทุกชีวิตที่ตายไปได้เกิดใหม่บนแผ่นดินที่ไม่มีการเข่นฆ่ากันเพราะการเมือง

บันทึกจากสันติอาสาคนหนึ่ง - ตีสองของเช้าวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒

ฉันเดินออกจากที่ชุมนุมด้วยความหมดแรง แรงกายเดี๋ยวก็คงจะฟื้น แต่แรงใจนั้นหายไปกับสายลมแห่งความรุนแรงที่พัดกระหน่ำในวันนี้

ก่อนออกมา พวกเราสันติอาสานั่งกินก๋วยเตี๋ยวและคิดกันว่าจะทำอะไรต่อไปอีกดี เพื่อนคนหนึ่งเสนอว่า ไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาลพรุ่งนี้

คำพูดนี้กระแทกเข้ามาที่อก ฉันนึกถึงพฤษภาทมิฬ สิ่งที่่ฉันกับเพื่อนทำในตอนนั้นก็คือไปบริจาคเลือดและไปเยี่ยมคนเจ็บ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นคนเจ็บจากการชุมนุมทางการเมือง และเราก็ไปเยี่ยมคนเจ็บอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

ตลอดการทำงานตั้งแต่มีการชุมนุมครั้งนี้ มีคนสงสัยว่าพวกเราเป็นพวกเหลืองปลอมมาบ้าง แดงบ้าง อำมาตย์บ้าง
ฉันอยากจะบอกว่า แรงบันดาลใจของการเป็นสันติิอาสาคือ ฉันไ่ม่อยากเห็นคนเจ็บและตายเพราะความขัดแย้งทางการเมืองอีกแล้ว

วันนี้ ขณะที่เรากินก๋วยเตี๋ยว เสียงพระสวดศพดังมาจากเวทีีที่ผ่านฟ้า

อีกครั้งแล้วที่ความรุนแรงเป็นฝ่ายชนะ

ฉันคิดถึีงใบหน้าของผู้คนที่ได้พบในวันนี้ ภาพของทหารหนุ่ม ๆ ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ขณะพักจากการตรึงกำลัง บ้างก็ล้มตัวลงนอน บางคนกินน้ำแดงกับขนมปังที่ชาวบ้านเอามาให้ บางคนก็ใช้โทรศัพท์สีชมพู โทรคุยกับใครสักคน ไม่ใช่คนเดียวที่โทรศัพท์ ฉันเห็นอยู่หลายคน พวกเขาคงโทรหาคนที่ห่วงใยพวกเขาอยู่ คงเหมือนกับฉัน ที่แม่ก็โทรมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่า ระวังแก๊สน้ำตานะ

ฉันคิดถึงหญิงสาวเสื้อแดงอีกคนหนึ่ง เธอขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาในที่ชุมนุมด้วยท่าทีเร่งรีบ เธอบอกว่ามาหาแม่ เพราะแม่โทรไปบอกว่าอยู่ที่นี่ เธอจึงรีบสวมเสื้อแดงออกจากบ้านมา ไม่ได้มาตามแม่กลับบ้าน แต่มาร่วมชุมนุมเคียงข้างแม่

หญิงสาวอีกคนที่ฉันนึกถึง เธอขับรถเก๋งมาติดอยู่ที่ทางลงสะพานปิ่นเกล้า ถนนข้างหน้าปิดพอดี การ์ดไม่เปิดทางให้ เพราะทหารกำลังเดินเข้ามา เธอเองคงไม่ได้มาร่วมชุมนุม คงแค่ขับรถผ่านมา ทหารซึ่งรถก็ติดอยู่บนสะพานเช่นกัน ทยอยเดินลงมาเรื่อย ๆ หลายร้อยคน เธอถามฉันว่า ควรจะออกไปจากรถก่อนไหม ฉันเห็นท่าทางไม่ดี จึงตอบว่าออกไปก่อน ฉันเห็นความกลัวในเธอ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรเธอได้มากกว่านี้

ฉันเห็นผู้ชุมนุมเสื้อแดง ที่ตะโกนอยู่หน้าทหารว่า "ทหารเป็นพี่น้องของเรา" "ทหารเป็นคนอีสานเหมือนพวกเรา" ฉันเห็นผู้ชุมนุมที่ยื่นน้ำเย็น ๆ ให้กับทหารที่กำลังเหงื่อแตก ฉันได้ยินผู้ชุมนุมอีกคนตะโกนว่า "มันพ้นความกลัวไปแล้ว"

ทหารหนุ่มคนหนึ่งบอกฉันว่า เขาเพิ่งจะเข้ามาที่ชุมนุมตามคำสั่ง เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้ว่าคืนนี้จะจบลงยังไง

น้องนักศึกษาเสื้อแดงอีกคน อายุคงไม่ต่างจากทหารที่ใช้โทรศัพท์สีชมพู เล่าให้ฉันฟังถึงการปะทะกับทหาร น้ำเสียงบอกถึงความตกใจกลัว และขอให้ฉันพาฝ่าแนวทหาร เพื่อออกไปสมทบกับเพื่อนด้านนอก เขากุมมือฉันแน่น ขณะเดินผ่านทหาร

ฉันมองเห็นสีเสื้อที่แต่ละคนใส่ และฉันก็มองเห็นความเป็นคนที่อยู่ภายใต้สีเสื้อ คนที่มีทั้งความรัก ความกลัว ความโกรธ และความหวัง

ยิ่งดึก ยอดผู้เสียชีวิตยิ่งเพิ่มขึ้น มีทั้งฝ่ายทหาร ผู้ชุมนุม นักข่าว และชาวบ้านที่โดนลูกหลง

พรุ่งนี้ฉันคงไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

 

------

I walked away from the protest area exhausted. My physical strength would return soon but my spirit has been lost in the wind of violence that has swept us today.

Before leaving, we the peace volunteers sat down together for some noodles and thought about what we could do next. A friend suggested that we go visit the injured at the hospital tomorrow.

These words hit me hard. I remember the Black May event. What my friends and I did then was to go give blood and visit the injured. That was the first time I ever saw people being hurt from a demonstration. We visited them over and over.

Throughout the time we have been working (as peace volunteers) since the beginning of this protest, people have been suspicious that we are the yellow-shirts in disguise, the red shirts, or the elite. I would like to let you know that my inspiration to become a peace volunteer comes from my not wanting to see people getting hurt and die anymore from political conflicts.

The sound of monks chanting for the dead could be heard from the stage at Phan Fa while we were eating the noodles today.

Again, violence won.

I think of the faces of the people I met today. The image of young soldiers, still in their teens, resting during the retreat time. Some lay down to rest, others ate bread and sodas given by the people. One of them used a pink telephone to talk to someone. I saw several of them doing the same, not just one. They probably called people who were worried about them. Like me, my mom called with concern, "Be careful of the tear gas."

I thought of another woman in red. She rode a motorcycle into the protest area in a hurry. She said she was looking for her mom. The woman said she put on her red shirt and left home in a hurry when her mom called to say she was there. She didn't come to take her mom home. She came to be with her mom at the demonstration.

Another woman I thought of was someone who was stuck in her sedan on the way down from Pin Klao Bridge. The road ahead of her was blocked off and the guard wouldn't let anyone pass because the soldiers were coming in. She probably wasn't there to join protest, she was just passing by. The soldiers whose trucks were also stuck on the bridge started to come down by the hundreds. The woman asked me if she should leave her car behind. I didn't think the situation looked good so I told her to leave. I saw the fear in her eyes but I didn't know what more I could do for her.

I saw the red-shirt protesters shouting in front of the soldiers, "soldiers are our brothers", "soldiers are I-san people like us". I saw the protesters handing cold drinks to the soldiers who were sweating from the heat. I heard another protester shouting, "We have gone beyond fear".

A young soldier told me that he just got the order and just arrived at the protest site. He didn't know what was going to happen and didn't know how the night would end.

Another red-shirt student, probably the same age as the soldier with the pink phone, told me about the confrontation with the soldiers. There was fear in his/her voice. S/he asked me to take her/him across the soldier lines to join the friends on the outside. S/he held my hand tightly while we walked pass the soldiers.

I saw the color that each person was wearing and I saw the person under each color. These are people who have love, fear, anger and hope.

The later the night, the higher the death toll, which includes soldiers, protesters, journalists and bystanders.

Tomorrow i will return to the hospital again.

 

rough translation by Anchalee Kurutach

เมื่อพระปะทะตำรวจหญิง ๙ เมษายน ๒๕๕๓

ข่าวการปะทะระหว่างกองกำลังตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ด ้านหน้าโรงพยาบาลตำรวจเมื่อ ช่วงเย็นของวันที่ ๙ เมษายนนั้น เป็นข่าวน้อยมากเมื่อเทียบก ับเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ล าดหลุมแก้ว อาจเป็นเพราะไม่มีความรุนแร ง ไม่มีการปาระเบิด ไม่มีโดนเหยียบ ไม่มีเลือดตกยางออก ไม่มีการตุกติกของฝ่ายใด แต่ตามทัศนะของผู้สังเกตการ ณ์ มีหลายแง่มุมของเหตุการณ์นี้ที่น่าจะมีการนำเสนอให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อการมองสถานการณ์ให้รอบด้านร่วมกัน:


๑. กลุ่มผู้ชุมนุม ชุมนุมกันโดยสันติ การ์ดของผู้ชุมนุมมีระเบียบวินัย และถูกฝึกมาเพื่อปกป้องผู้ชุมนุมและบริเวณชุมนุม และในสถานการณ์การปะทะในวันนี้ ไม่มีการก่อกวนหรือสร้างสถานการณ์จากผู้ชุมนุม มีเพียงการป้องกันการพยายามเข้ามาของกองกำลังตำรวจ ผู้ชุมนุมปักหลักอยู่บริเวณประตูรั้วเท่านั้น ไม่มีการพยายามจะเข้าไปในเขตโรงพยาบาล

๒. ตำรวจมีการใช้โรงพยาบาลเป็นทางเข้าสู่บริเวณชุมนุมโดยเดินผ่านเข้ามาจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่มีการเข้าไปยึดหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับการทำงานของแพทย์และพยาบาล

๓. แม้จะมีหน่วยปราบจราจล ทีมยิงแก๊สน้ำตา หน่วยคอมมานโด อยู่ด้านหลังของกองกำลังตำรวจจริง แต่หน่วยดังกล่าวอยู่ด้านหลังสุด และบรรยากาศภายในไม่ได้มีแรงกดดันหรือความตึงเครียดให้ออกมาปฏิบัติหน้าที่

๔. กองกำลังตำรวจตชด.หญิง ได้ถูกเตรียมการไว้แต่แรก (ซึ่งตอนแรกผู้สังเกตการณ์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หากจะมีการใช้กำลังสลายการชุมนุม จะใช้ตำรวจตชด.หญิงมาทำหน้าที่ใด) ซึ่งหลังจากเหตุการณ์การปะทะกัน ผู้สังเกตการณ์มองว่าเป็นการเตรียมการเพื่อการหยุดการปะทะ หยุดความรุนแรง หรือลดความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ ซึ่งถือว่าได้ผล

๕. แกนนำโดยน.พ.เหวง มีการเตรียมการผู้ชุมนุมในการรับมือกับการสลายการชุมนุม แก๊สน้ำตา และการปาระเบิด โดยมีการเน้นย้ำที่สันติวิธีอยู่ตลอดเวลา การไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ เน้นย้ำไปที่การนิ่งไม่ตกใจ ไม่โกรธเกลียดตำรวจ

๖. จุดเริ่มต้นการปะทะ เริ่มต้นจากความพยายามของกองกำลังตำรวจในการจะเข้าไปในพื้นที่การชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยอมให้ตำรวจสามารถออกไปพ้นจากเขตรพ.ตำรวจได้ การดันของตำรวจมีเพียงบริเวณด้านหน้าประมาณไม่เกิน ๑๐๐ นายที่ร่วมกันออกแรง การปะทะกันเกิดในระยะเวลา ๓ นาทีเศษเท่านั้น

๗. หลังจากการปะทะ การให้พระสงฆ์เข้ามาเรียงแถวด้านหน้าด้านผู้ชุมนุมเสื้อแดง แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของกลุ่มคนเสื่้อแดงไม่ให้เกิดการปะทะ การปราบปราม หรือความรุนแรง กลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันสิทธิในการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติ

๘. การให้ตำรวจตชด.หญิงเคลื่อนพลมาแถวหน้าด้านกำลังพลตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตำรวจที่ไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียเช่นเดียวกัน


เหตุการณ์ "พระปะทะตำรวจหญิง" แม้จะนำมาซึ่งความผิดหวังของผู้ที่ต้องการให้มีการสลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาดของรัฐบาลเพื่อนำบ้านเมืองสู่ความสงบโดยเร็ว แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่า เป็นเจตนาดีของทั้งสองฝ่าย ที่ไม่ต้องการให้มีความรุนแรงหรือการสูญเสียเกิดขึ้น

คำถามหนึ่งก็คือ จะเป็นไปได้หรือ ที่ผู้บริหารบ้านเมืองจะปล่อยให้มีการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างไม่สามารถประเมินได้

อีกคำถามหนึ่งก็คือ จะเป็นไปได้หรือ ที่ทางผู้ชุมนุมจะหยุดการเรียกร้องทางการเมือง คลี่คลายความโกรธเกลียดเคียดแค้น และความแตกแยกในใจ ด้วยวิธีการที่รัฐใช้อยู่เช่น การปิดสื่อ หรือความพยายามในการเข้าสลายการชุมนุม

อีกคำถามที่อยู่ในใจของผู้สังเกตการณ์ก็คือ จะเป็นไปได้หรือ ที่การสลายการชุมนุมขนาดใหญ่เช่นนี้จะสามารถทำได้โดยไม่ใช้ความรุนแรงและไม่มีการสูญเสียใดๆเลย บริเวณแยกราชประสงค์นั้นเป็นพื้นที่ปิด ถือเป็นบริเวณที่ยากมากต่อการเข้า ใช้กำลังและอาวุธ การยิงกระสุนแก๊สน้ำตา จะทำได้อย่างไร? ในพื้นที่ที่จำกัดเช่นนั้น ที่มีทั้งโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า คอนโด และรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่บนหัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากเกิดขึ้น ก็มีแนวโน้มว่าความรุนแรงจะบานปลายได้ง่ายมาก

ภาพ "พระปะทะตำรวจหญิง" นั้น น่าจะเป็นภาพที่ทำให้ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้ชุมนุม ได้ลองนำไปทบทวนดูเจตนาและความต้องการของตนอีกครั้ง เพื่อที่จะหา"วิธีการร่วมกัน" ในการที่ทำให้ความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้รับการตอบสนอง

เช่นเดียวกันกับความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนี้ ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดการปะทะกันระหว่างพระกับตำรวจหญิง ซึ่งเปรียบได้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ระหว่างรัฐบาลกับแกนนำผู้ชุมนุม ที่ต่างฝ่ายต่างก็ถูกดันให้มายืนปะทะกันอยู่ด้านหน้า

วันนี้...เมื่อ "พระปะทะกับตำรวจหญิง" สันติภาพก็บังเกิด เมื่อต่างฝ่ายต่างเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน การเจรจาหาทางออกก็เกิดขึ้น การเผชิญหน้ากันสามารถคลี่คลายไปได้อย่างรวดเร็ว

แม้วันนี้จะเป็นเพียงการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ไม่ได้แก้ไปถึงต้นเหตุ แต่ถ้าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ได้ทะลุเข้าไปถึงหัวใจของรัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุมบ้าง เพื่อว่าแต่ละฝ่ายจะเริ่มเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศ "ประชาชนปะทะประชาชน" บนเส้นด้ายของความรุนแรงและการสูญเสีย เมื่อนั้นการเจรจาเพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกันก็น่าจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

...เพราะสถานะ "ประชาชน" ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่า "พระ" หรือ "ตำรวจหญิง" เลย


โดย วิจักขณ์ พานิช
เมื่อพระปะทะตำรวจหญิง สันติภาพก็บังเกิด
ใช่แล้ว "พระ" นั่นเอง
ตำรวจตชด.หญิง ออกมากันพระไม่ให้เลอะเทอะ
ไปไหนต่อกันไม่ได้...ไม่นาน ก็มีหนึ่งในแกนนำเสื้อแดงเข้าไปเจรจา
ผู้การแต้มมาต้อนรับเช่นเคย
เมื่อการเจรจาบรรลุผล ตำรวจก็เคลื่อนพลกลับ

รายงานสันติอาสา: การเผชิญหน้าระหว่างตำรวจ และ นปช. หน้าโรงพยาบาลตำรวจ

ดูคลิปประกอบได้ที่
http://www.youtube.com/pro file?user=nonviolencevideo #p/u/0/yLMUHCG7Yxo

๑๖.๐๘ น. สันติอาสาฯ ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาในที่ชุุมนุมทางแยกประตูน้ำ ผู้ชุมนุมค่อนข้างบางตา สามารถขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา จอดได้ไม่ไกลจากเวทีปราศรัย ตรงแยกราชประสงค์ สถานการณ์ดูสงบเรียบร้อยดี มีแกนนำขึ้นปราศรัยตามปกติ สันติอาสาฯ เดินวนรอบเวทีปราศรัยไปทางโ รงพยาบาลตำรวจด้านถนนพระราม 


๑๖.๒๗ น. เห็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงประมา ณ ๒๐ กว่าคน ยืนออกันอยู่บริเวณหน้าประต ูรั้วโรงพยาบาล <ภาพ ๑> เข้าไปถามผู้ชุมนุมคนหนึ่งไ ด้รับคำตอบว่า มีทหารเตรียมสลายการชุมนุมอ ยู่ในโรงพยาบาล แต่สันติอาสาฯ มองเข้าไปไม่พบอะไรผิดปกติ <ภาพ ๒> ณ จุดนั้นเห็นผู้ชุมนุมอีกกลุ ่มหนึ่งจำนวนประมาณ ๓๐ คนยืนออกันอยู่ด้านหน้าของป ระตูโรงพยาบาลอีกประตูหนึ่ง  <ภาพ ๓> หน้าประตูโรงพยาบาลมีตำรวจประมาณ ๑๐ นาย <ภาพ ๔> ยืนเรียงหน้ากระดานกั้นประตูทางเข้า ด้านหลังมีหมอและพยาบาลยืนอยู่เป็นจำนวนมาก สันติอาสาฯ สอบถามผู้ชุมนุมได้รับคำตอบว่า “ทหารมันยึดโรงพยาบาลเป็นศูนย์บัญชาการ มันจะเข้ามาบุกเรา” บรรยากาศบริเวณประตูโรงพยาบาลดังกล่าวเริ่มมีความตึงเครียด

๑๖.๔๐ น. มีการ์ดผู้ชุมนุมใส่เสื้อสีดำประมาณ ๒๐ คนเดินแถวมายืนเรียงหน้ากระดานกั้นระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น สันติอาสาฯ ได้รับอนุญาตให้เดินผ่านเข้ามาสังเกตการณ์ในโรงพยาบาลตำรวจ สอบถามพยาบาลคนหนึ่งที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ ได้รับคำตอบว่าหมอและพยาบาลเพียงแค่ลงมาดูสถานการณ์ เพราะปกติไม่ได้มีตำรวจมากั้นประตูเหมือนเช่นวันนี้ แต่ไม่ได้มีตำรวจหรือทหารเข้ายึดภายในโรงพยาบาลเป็นกองบัญชาการแต่อย่างใด หมอและพยาบาลยังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตามปกติ

ทางเวทีปราศรัยโดยหมอเหวงเริ่มปราศรัยให้ผู้ชุมนุมเตรียมตัวเผชิญหน้ากับการสลายการชุมนุมของตำรวจและทหารด้วยสันติวิธี มีการอธิบายถึงวิธีการรับมือกับระเบิดแก๊สน้ำตา และแนะนำให้ผู้ชุมนุมใช้ความนิ่งสงบ ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้

๑๖.๔๘ น. สันติอาสาฯ เดินเข้าไปทางด้านหลังโรงพยาบาล พบตำรวจราว ๒๐๐ หว่านายยืนอยู่ <ภาพ ๕> สันติอาสาฯ สอบถามพยาบาลท่านหนึ่งว่า มีตำรวจมาคุมสถานการณ์เช่นนี้ทุกวันหรือไม่ พยาบาลบอกว่าปกติก็มีอยู่ แต่ไม่มากมายเป็นร้อยขนาดนี้ และภายในไม่ถึง ๒๐ นาที มีตำรวจจากด้านหลังโรงพยาบาลเข้ามาสมทบเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยนาย มีตำรวจตชด.หญิงพร้อมเสื้อเกราะและโล่นั่งอยู่ด้านข้างหลายสิบคน สันติอาสาฯ เดินไปทางประตูด้านถนนราชดำริ <ภาพ ๖> พบว่ามีตำรวจยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ด้านในโรงพยาบาลหลายสิบนาย มีผู้ชุมนุมร้องตะโกนอยู่ภายนอกประตูรั้ว สันติอาสาฯ เดินเข้ามาด้านในและกลับไปทางประตูหน้าโรงพยาบาลฝั่งถนนพระราม ๑ อีกครั้ง ผู้ชุมนุมมารวมตัวกันมากขึ้นทั้งบนถนนพระราม ๑ และบนสกายวอล์ค <ภาพ ๗>

๑๗.๑๙ น. ตำรวจเดินเคลื่อนตัวมาประชิดผู้ชุมนุม ตำรวจที่ประจำการอยู่ก่อน เคลื่อนตัวออก มีชายสองสามคนยกเอาแผงเหล็กกั้นออกไป

๑๗.๒๖ น. ตำรวจเริ่มใช้โล่ดันกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถดันกลับมาจนตำรวจถอยร่น มีผู้ชุมนุมปาขวดน้ำและด้ามธงลงมาจากสกายวอล์ค ตำรวจพยายามดันผู้ชุมนุมกลับไปแต่ไม่สามารถต้านทานแรงผู้ชุมนุมได้ จึงถูกดันกลับมาอีก

๑๗.๓๐ น. การปะทะระหว่างสองฝ่ายนานประมาณ ๓ นาทีเศษ แล้วจึงมีตำรวจนายหนึ่งสั่งการผ่านโทรโข่ง ให้ตำรวจหยุดการปะทะ มีตำรวจสี่ถึงห้านายเข้ามาห้ามปรามตำรวจแถวหน้าให้ถอยออกมาจากการปะทะ ตำรวจล่าถอยออกมา กลุ่มผู้ชุมนุมหยุดเคลื่อน การ์ดเสื้อแดงกันผู้ชุมนุมอยู่ตรงประตู จากนั้นมีชายสามถึงสี่คนนำแผงเหล็กกั้นกลับมากั้นทั้งทางฝั่งผู้ชุมนุมและฝั่งตำรวจ ทำให้มีพื้นที่กันชนตรงกลางประมาณ ๔ เมตร

๑๗.๔๒ น. มีกลุ่มพระสงฆ์ประมาณ ๒๐ รูป เดินเรียงแถวเข้ามายืนอยู่หน้าผู้ชุมนุม และมีการสวดมนต์ ไม่นานหลังจากนั้น ทางฝั่งตำรวจได้ให้ตำรวจหญิงมายืนเรียงหน้ากระดาน ภาพเหตุการณ์จึงเป็นพระสงฆ์ประจันหน้ากับตำรวจหญิง

๑๗.๕๐ น. มีชายเสื้อแดงเดินผ่านเข้ามา นักข่าวเข้าไปรุมถ่ายรูป พบว่าเป็นหนึ่งในแกนนำเข้าไปเจรจา กับ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ

หลังจากนั้นมีรถเครื่องขยายเสียงของตำรวจเคลื่อนผ่านกำลังพลเพื่อสื่อสารกับผู้ชุมนุม แต่ทางฝั่งเวทีปราศรัยเปิดเพลงเสียงดัง จนไม่สามารถได้ยินสิ่งที่ทางตำรวจพยายามจะสื่อสารได้ พอเพลงจบ เวทีปราศรัยเบาเสียงลง ตำรวจจึงพูดผ่านเครื่องขยายเสียงถึงการเจรจาของทั้งสองฝ่าย และตำรวจจะถอนกำลัง

๑๘.๐๐ น. ตำรวจถอนกำลังกลับไปบริเวณด้านในของโรงพยาบาลตำรวจ

๑๘.๐๗ ตำรวจตั้งแถวรับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ให้กำลังส่วนหนึ่งกลับไป เหลือเพียงส่วนหนึ่งเฝ้าระวังสถานการณ์
ภาพ๑
ภาพ๒
ภาพ๓
ภาพ๔
ภาพ๕
ภาพ๖
ภาพ๗

รายงานสันติอาสา: อริสมันต์นำผู้ชุมนุมเข้าไปในรัฐสภา 7 เม.ย. 53

สันติอาสาสักขีพยานเดินทางไปถึงหน้ารัฐสภา เมื่อวันพุธที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๑๑ น. พบว่าบริเวณประตูใหญ่รัฐสภาฝั่งเขาดิน มีรถปราศรัยและผู้ชุมนุมกระจายตัวอยู่เต็มพื้นที่ แต่ไม่มีแกนนำหลัก (เท่าที่สันติอาสาฯ รู้จัก) อยู่ในบริเวณดังกล่าว มีการปราศรัยโจมตีนายกรัฐมนตรี แต่บรรยากาศไม่มีวี่แววว่าจะเกิดความรุนแรงแต่อย่างใด

สันติอาสาฯ จึงเดินเลียบกำแพงรัฐสภาไปทางถนนราชวิถี พบผู้ชุมนุมบางส่วนมีการเปิดเพลงเต้นรำกัน บางคนพูดคุยกับตำรวจที่นั่งพักอยู่ด้านในรัฐสภาด้วยดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

เมื่อเดินไปถึงประตูรัฐสภาฝั่งถนนราชวิถี พบรถปราศรัยขนาดใหญ่ ๒ คัน ปิดหน้าประตูรัฐสภา มีนายพายัพ ปั้นเกตุ และนายสุพร อัตถาวงศ์ อยู่บนรถปราศรัย ผู้ชุมนุมมีจำนวนเบาบางกว่าบริเวณหน้าประตูใหญ่ แกนนำบนเวทีมีการปราศรัยโจมตีนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ให้ผู้ชุมนุมชายที่ถือธงมารวมกันอยู่บริเวณหน้าประตู และเขย่าประตูรัฐสภาจนหักไปส่วนหนึ่ง ก่อนยืนยันว่าจะไม่บุกเข้าไปในรัฐสภา

หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง แกนนำบนรถปราศรัยได้บอกว่า นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เดินทางออกจากรัฐสภาแล้ว พร้อมกับประกาศว่า มีข่าวว่ารัฐบาลได้สั่งปิดพีเพิลแชนแนล จึงชักชวนให้ผู้ชุมนุมในบริเวณดังกล่าวเดินทางไปที่สถานีไทยคม ถนนแจ้งวัฒนะ

สันติอาสาฯ เดินกลับมาบริเวณหน้าประตูใหญ่รัฐสภา พบว่ายังมีผู้ชุมนุมกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ ไม่พบแกนนำหลักอยู่ในบริเวณดังกล่าว ได้ยินผู้ปราศรัยคนหนึ่งกล่าวว่า จะเปิดประตูใหญ่ให้รถยนต์เข้าออกได้ตามสะดวก เพราะนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรครัฐบาล เดินทางออกจากสภาไปหมดแล้ว

คิดว่าเหตุการณ์คงคลี่คลายและไม่มีเหตุร้ายแรงอะไร จึงเดินต่อไปเพื่อจะออกจากพื้นที่ ขณะที่กำลังผ่านรถปราศรัยหน้าประตูใหญ่รัฐสภา พบนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าว จึงหยุดดูสถานการณ์ หลังจากทักทายผู้ชุมนุมไม่ถึง ๕ นาที นายอริสมันต์ได้ขึ้นไปบนรถปราศรัยและประกาศว่า ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในรัฐสภา เพื่อค้นหาตัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะเชื่อว่านายสุเทพยังอยู่ในรัฐสภา

ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งจึงดันเข้าไปในประตูเล็กข้างๆ และเขย่าประตูใหญ่จนเปิดออก จนผู้ชุมนุมจำนวนนับร้อยๆ คนทะลักเข้าไปในบริเวณรัฐสภา พร้อมกับรถปราศรัยของนายอริสมันต์ได้เข้ามาอยู่ด้านในของรัฐสภาเช่นกัน และประกาศให้ผู้ชุมนุมเข้าไปค้นหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในอาคารรัฐสภา

เกิดการชุลมุนบริเวณทางขึ้นก่อนถึงอาคารรัฐสภา แล้วมีคนสวมเสื้อลายแดงดำถือวัตถุลักษณะคล้ายระเบิด เดินลงมา ก่อนชูขึ้นให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ โดยนายอริสมันต์ที่อยู่บนรถปราศรัยกล่าวว่า เป็นระเบิดเพลิง ก่อนจะนำวัตถุดังกล่าวไปมอบให้นายอริสมันต์บนรถปราศรัย

นายอริสมันต์จึงปราศรัยโจมตีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าทำไมจึงต้องโยนระเบิดเข้าใส่ประชาชน พร้อมกับกล่าวว่า การที่เข้ามาในรัฐสภาเพราะมีการโยนระเบิดดังกล่าวเข้าใส่ผู้ชุมนุม จึงต้องมาขอคำตอบจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ (ผู้การแต้ม) ได้พยายามชี้แจงผ่านเครื่องขยายเสียงของตำรวจว่าจะสอบสวนเรื่องดังกล่าว หากพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิด จะลงโทษอย่างแน่นอน แต่นายอริสมันต์ไม่ยินยอม

ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ พ.อ.อภิวันท์ นายการุณ โหสกุล นายสุนัย จุลพงศธร ฯลฯ ได้เข้ามาเจรจากับผู้ชุมนุม และผู้การแต้ม และกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียง ขอร้องให้ผู้ชุมนุมออกจากบริเวณรัฐสภา จนนายอริสมันต์ยอมถอยรถออกไปอยู่หน้าประตูใหญ่หน้ารัฐสภา แต่นายอริสมันต์ต้องการให้ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม ๒๐ คนเข้าไปตรวจค้นในอาคารรัฐสภา พ.อ.อภิวันท์ ได้เสนอให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนในการตรวจค้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง แต่ในขณะที่กำลังเจรจากันอยู่ นายอริสมันต์ได้สั่งให้ผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเดินเข้าไปในอาคารรัฐสภา มี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ (แกนนำเสื้อแดง) เป็นผู้นำ จนไปเผชิญหน้ากับตำรวจที่ยืนแถวป้องกันอยู่บริเวณปากทางเข้าอาคาร

เกิดการเจรจากันอีกครั้ง จนตกลงกันว่าจะอนุญาตให้ตัวแทนผู้ชุมนุม ๔ คนเข้าไปตรวจในอาคารรัฐสภา แต่ในขณะที่กำลังเจรจากันอยู่นั้นเอง เกิดเหตุการณ์นายการุณ โหสกุล ยื้อยุดอาวุธปืน กับสารวัตรทหาร (ทราบในภายหลัง) ที่กำลังพยายามนำอาวุธปืนเข้าไปเก็บไว้ในรถที่จอดอยู่ด้านซ้ายหน้าอาคาร รัฐสภา และชั่วขณะเดียว การ์ดเสื้อแดงหลายคนได้เข้ามารุมแย่งปืนจากสารวัตรทหารคนดังกล่าวจนล้มลง ชุลมุนชั่วคราว ประกอบด้วย ปืน (ทราบจากการประกาศบนเวที นปช. ในภายหลังว่าเป็น ปืนเอ็มสิบหก) ๑ กระบอก และปืนพกประจำตัว ๑ กระบอก ชูขึ้นให้ผู้สื่อข่าวดู ถ่ายภาพ และนำไปยังบริเวณประตูหน้ารัฐสภา

เกิดการเจรจากันอีกบริเวณหน้าประตูใหญ่รัฐสภา ขณะนั้นนายอริสมันต์มิได้อยู่บนรถปราศรัยแล้ว แต่มีนายวิสา คัญทัพ นายก่อแก้ว พิกุลทอง เป็นผู้ปราศรัยบนรถปราศรัยใหญ่ มีการตกลงกันว่าจะนำอาวุธปืนไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ก่อนที่แกนนำจะเชิญชวนให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับไปร่วมชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า

ดู clip อริสมันต์นำผู้ชุมนุมเข้าไปในรัฐสภา ตอนที่ 1 ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=IPPs2Vh0ZLk
และ ตอนที่ 2 ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=xUgxGZoVRqE

รายงานสันติอาสา – การเคลื่อนขบวนพบปะคนกรุงเทพของผู้ชุมนุม

วันที่ 20 มีนาคม 53 สรุปโดย หลิน

วันนี้เรามีอาสาสมัครลงพื้นที่เกาะติดการเคลื่อนขบวน 14 คน กระจายกันไปตามส่วนต่าง ๆ ของขบวน
ตั้งแต่เวลา 10.30 น. จนถึง 17.30 น.

เท่าที่เราสังเกตการณ์ดู ในฝ่ายเจ้าหน้าที่ เราไม่เห็นการพกปืน ซึ่งเราคิดว่าน่าจะสร้างความสบายใจให้กับฝ่ายผู้ชุมนุมได้ เราไปคุยกับชาวบ้านที่เพชรบุรี ซ. 7 และตลาดนางเลิ้ง ซึ่งประสบกับเหตุรุนแรงเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ชาวบ้านก็บอกเราว่ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลความปลอดภัยให้ ทำให้รู้สึกอุ่นใจ นอนหลับสบายขึ้น
เราจึงขอสนับสนุนการทำงานดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่โดยไม่พกปืนเช่นนี้ต่อไป

ฝ่ายผู้ชุมนุมนั้น โดยทั่วไปก็มีการเคลื่อนขบวน เปิดเพลง ปราศรัยกัน เราเห็นการควบคุมกันไม่ให้โต้เถียงกับผู้ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนขบวนที่จุดหน้าซ. ปรีดีพนมยงค์ 4 มีคนประมาณ 40 คน มายืนถือป้ายไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม และขอให้เห็นใจชาวกรุงเทพบ้าง มีการตะโกนว่า ไม่ออก ไม่ยุบ มีการโห่ไล่ผู้ชุมนุม บางคนโห่แต่ก็ชูมือเป็นสัญลักษณ์ “ฉันรักคุณ” ไปด้วย ฝ่ายผู้ชุมนุมบางคนก็ตะโกนใส่ผู้ไม่เห็นด้วยเหล่านี้ แต่ก็มี 2 คน ที่ลงไปห้ามผู้ชุมนุม ซึ่งผู้ชุมนุมก็หยุดการตอบโต้ด้วยดี มีตำรวจยืนรักษาความเรียบร้อยอยู่ในจุดนี้ด้วย

ฝ่ายประชาชนทั่วไปที่อยู่ตามถนนที่ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปนั้น มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันไป เราเห็นผู้ออกมาให้การสนับสนุนผู้ชุมนุมตามจุดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก มีผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยบ้าง เช่นที่จุดหน้าซ.ปรีดีพนมยงค์ 4 ที่บริเวณศาลาแดงมีป้ายบอกว่า ชาวชุมชนบางรักไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบ มีเจ้าของร้านค้าอยู่บริเวณที่ขบวนผ่านไปบอกกับเราว่า เข้าใจผู้ชุมนุม ขออย่างเดียวอย่าให้มีการนองเลือด อีกร้านหนึ่งบอกว่าไม่ได้ต่อต้านไม่ได้สนับสนุน แต่มันเยอะไป นานไป ลูกค้าของเขาลดลง สัก 30 % ได้ พนักงานนวดของร้านหนึ่งบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันร้านคงอยู่ไม่ได้ แต่ใจก็เชียร์ผู้ชุมนุม

ในกรณีหนึ่ง ที่หน้าห้างเอสพลานาด มีคน ๆ หนึ่งเข้ามาบอกอาสาสมัครเราว่าเขากำลังจะจัดงานซึ่งลงทุนไปเป็นล้านแล้ว แต่ถ้ามีการชุมนุมเช่นนี้คนคงมางานไม่ได้ และงานจะเสียหายแน่ ในกรณีเช่นนี้เราขอเสนอว่าหากมีการเคลื่อนขบวนเช่นนี้อีก ทั้งทางฝ่ายรัฐและแกนนำการชุมนุมน่าจะมีการแจ้งประชาชนทั่วไปว่า หากเขาเดือดร้อน จะไปติดต่อประสานงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ไหน

ตลอดการเกาะติดขบวน เราไม่พบเห็นการใช้ความรุนแรงทางกายแต่อย่างใด ซึ่งเราคิดว่าแต่ละฝ่ายต่างก็พยายามไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามเราขอให้แต่ละฝ่ายตั้งมั่นในความไม่ประมาท เพราะหากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายจากผู้ไม่ประสงค์ดีเพียงนิดเดียวอาจพลิกผันสถานการณ์ได้

การสังเกตการณ์กรณีการชุมนุมของประชาชนเสื้อแดง จาก"คณะเยาวชนมุสลิมสันติอาสาสักขีพยานจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดย Mattanee Juenara ภาพโดย Suwattana Chumpolkulwong

“เรามาเพื่อแสดงพลังอำนาจของประชาชน” ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงคนหนึ่งเปรยกับเพื่อนที่นั่งอยู่บนฟุตบาทบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลังจากได้เดินขบวน ขณะที่หัวขบวนกำลังบุกล้อมกรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553

วันแรก (วันที่ 14 มีนาคม 2553) รู้สึกหวั่น ๆ และหวาดกลัวเมื่อหัวหน้าโครงการ นารี เจริญผลพิริยะ เสนอในที่ประชุมในห้อง “peace room” ว่า สันติอาสาสักขีพยาน จะเข้าไปสังเกตการณ์ แต่คิดกันว่า หากเราคนนอกพื้นที่จะเข้าไปในพื้นที่ของการชุมนุม คงต้องอาศัยคนในพื้นที่ ที่ผู้ชุมนุมไม่สงสัย เช่นเดียวกับ การทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากคนนอกพื้นที่ ต่างศาสนา ต่างพื้นที่ จะเข้าไปเยี่ยม หรือสังเกตการณ์ในพื้นที่เสี่ยง ก็คงต้องการคนในพื้นที่ที่ได้รับความไว้วางใจระดับหนึ่ง หรือสามารถสื่อสารกับชาวบ้าน อีกทั้งเส้นทางก็เป็นสิ่งจำเป็น หากไม่อย่างนั้น อาจเป็นที่ต้องสงสัยของเจ้าหน้าที่ หรือชาวบ้านได้ 

อีกครั้งที่ได้ เรียนรู้ว่า ความกลัว ความหวาดระแวง ที่ประสบนั้น หากจะให้เลือนหายไปได้ ก็คือ การได้สัมผัส และ กับความจริง เพราะเชื่อว่า ทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้น คงไม่เกินความสามารถของเรา ดั่งอัลกุรอานบทหนึ่ง ความว่า “อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น ( อัลลอฮ์ได้ทรงใช้ให้แต่ละคนปฏิบัติเท่าที่เขามีความสามารถเท่านั้น) อัลบากอเราะห์ อายะห์ ที่ 286 

เป็นเวลา 3 วัน ที่คณะสันติอาสาสักขีพยานจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้ไปสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่บริเวณถนนราชดำเนิน สะพานผ่านฟ้า และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสังเกตการณ์ ความกลัวที่บกบังเริ่มเลือนหายไป เมื่อได้เผชิญหน้ากับกลุ่มพี่ ๆ เสื้อแดง แม้ว่าไม่ได้พูดคุยอะไรมากมาย แต่การได้เห็นความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่ง ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ และเกิดความเข้าใจมากขึ้น หรือช่วงหนึ่งเกิดความรู้สึกร่วมว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน 

การรู้สึก ความเป็นกลุ่มเดียวกันนั้น คือ การแหกกฎ ทฤษฎีของการเป็นคนกลาง ซึ่งความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเมื่อออกจากที่ชุมนุม เห็นปฏิกิริยาของคนนอก อย่างเช่น คุณลุงซึ่งขับแท็กซี่คนหนึ่งบอกเตือนพวกเราอย่างเป็นห่วงว่า 
“อย่าไปสนใจกลุ่มนี้ (เสื้อแดง) หากเขาพูดอะไรมาก็อย่าโต้ตอบ …คนแก่ ๆ กลุ่มเสื้อแดงทั้งนั้น ” หากได้ฟังคำพูดเหล่านี้ปราศจากการเข้าไปสังเกตการณ์แล้ว เราอาจรู้สึกและเห็นด้วยเหมารวมกับคุณลุงด้วย แต่การได้ไปเห็นและไปสัมผัสกับผู้ชุมนุมนั้น พวกเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ลุงพูด บางคนเข้ามาพูดกับเราอย่างเป็นมิตร และพูดอย่างเป็นห่วงและยินดีให้พวกเราเข้าไปสังเกตการณ์ได้ 

ความเห็นใจที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเสื้อแดง อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่ไปดูประชาชนที่ต้องเดินทางไกล และต้องทนกับแดดที่ร้อนจัด และไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปรกติ ขณะที่ขึ้นรถเมย์คนขับเกิดความหงุดหงิดเพราะเกรงว่า รถจะติดเพราะมีขบวนรถเสื้อแดงกำลังจะเคลื่อนกลับหลังจากที่ปิดล้อม กรมทหารราบที่ 11 และจะเคลื่อนไปอยู่ที่สะพานฟ้าเช่นเดิม รถคันหนึ่งพยายามจะแซงรถเมย์นี้ และทำให้คนขับเกิดความโมโห และพูดขึ้นมาว่า “ดู ๆ แดงทั้งคัน” เมื่อขับไปอีกสักพัก ก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ของเสื้อแดงบางคันขับอยู่บนถนน และเขาพูดว่า “เอ้า ทำไมต้องขับผ่านทางนี้ คงไม่เคยเข้ากรุง” ตอนนั้นเริ่มรู้สึกเป็นห่วงกลุ่มเสื้อแดง เกรงว่าจะถูกทำร้าย เพราะดูอารมณ์ของคนนอก ที่มีความเกลียดชัง และดูถูกเหยียดหยาม 

ทั้งนี้ในฐานะเป็นคนบ้านนอกเหมือนกัน และเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย จึงมองว่า หากรัฐบาลไม่ยอมรับฟังหรือจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ มันอาจจะมีความรุนแรงเหมือนพื้นที่ภาคใต้ก็เป็นได้ สิ่งเสื้อแดงต้องระมัดระวัง คือ ข่าวลือที่อาจจะเกิดขึ้นทุกช่วงขณะ หากมีมือที่สามเข้าไปจุดไฟนิดหน่อย ก็ง่ายที่จะเกิดขึ้น วันที่ไปสังเกตการณ์ที่สะพานผ่านฟ้า ของวันที่ 15 มีนาคม 2553 ผู้ชุมนุมคนหนึ่งบอกว่า ให้ระวังตัวหน่อย เพราะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรง เพราะตอนนี้มีการประกาศ พรก. ภาวะฉุกเฉิน” ทั้งที่ยังไม่มีการประกาศจากรัฐบาล หรือการจัดการที่ค่อนข้างขาดระบบที่ดี 

ในขณะที่ผู้คนที่เห็นต่าง ไม่ควรที่จะมองกลุ่มเสื้อแดงเป็นอื่น หากต้องคิดถึงความต้องการลึก ๆ ของพวกเขาว่าต้องการอะไรกันแน่ เพราะคงไม่มีใครอยากออกมาเผชิญกับความเดือดร้อน และเสียเวลาทำมาหากิน 

อย่างไรก็ตาม หากแต่นั่งฟังเฉพาะคำปราศรัย ของผู้นำเสื้อแดงอย่างเดียว ความรู้สึกเหล่านี้คงไม่ปรากฏ เพราะมีแต่การด่าว่าร้าย ป้ายสี ผู้อยู่ตรงกันข้าม จึงเห็นว่า กลุ่มเสื้อแดงที่มีอยู่หลาย ๆ กลุ่ม ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง คงต้องเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้พูดบนเวที ถึงความเดือดร้อนที่เป็นเหตุเป็นผล โดยไร้ความโกรธ หรือการเหยียดหยามอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างน้อยในที่ชุมนุม ควรมีการแจกเอกสาร ซีดี ประเด็นที่ไม่เป็นธรรม โดยเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างให้ผู้คนเห็นอกเห็นใจ และเรียกมวลชนได้มากกว่า อย่างที่นักวิชาการหลายคนมองว่า กลุ่มเสื้อแดงควรต้อง ยกประเด็นความอธรรมที่เกิดขึ้นมากกว่าที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้นำเพียงคนเดียว 

หากการต่อสู้ ปลุกระดม ที่ยกประเด็นประวัติศาสตร์อย่างเดียว โดยไร้ข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผล บวกกับอารมณ์ที่รุนแรง ย่อมยากที่จะเรียกมวลชนขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต่อสู้ผ่านการปลุกระดมโดยใช้ประวัติศาสตร์ความเจริญรุ่งเรืองในสมัยก่อน เกิดการต่อสู้กับอารมณ์ ความรู้สึกที่เกลียดชังเจ้าหน้าที่ จนขาดการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สิ่งที่เกิดขึ้น และไม่มีความชัดเจนในความต้องการที่แท้จริง จนกระทั่งไม่เห็นการต่อสู้ที่สร้างสรรค์ 

ทั้งนี้รัฐบาลควรต้องทำหน้าที่เปิดโอกาส และช่องทางให้ผู้คนที่ออกมาเรียกร้องความต้องการ มานั่งพูดคุยกัน คงไม่ใช่ให้ผู้คนที่ยอมสละลุกขึ้นต่อสู้ มาโดยกลับไปแล้วไม่ได้อะไร เพราะจะทำให้ความต้องการที่คงอยู่ในใจ เปลี่ยนผันเป็นความรุนแรง ที่ยากต่อการแก้ไขปัญหา


รายงานสันติอาสาฯ - จากปากซอยบ้านนายก ณ วันที่ ๑๗ มีค. ๐๙.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.

ณ วันที่ ๑๗ มีค. ๐๙.๓๐ - ๑๓.๓๐ น. โดยริน 
ไม่พบเห็นความรุนแรงหรือการปะทะกัน มีชาวเสื้อแดงทยอยเดินและขับรถเข้ามาตลอด ๔ ชม. บรรยากาศสนุกสนานชื่นบาน ขอชื่นชมแกนนำสมาคมท่านนี้ ที่พูดปราศรัยอย่างน่ารัก ไม่ด่าทอใคร แต่พูดในสิ่งที่ต้องการ เช่น เรามาเพราะต้องการประชาธิปไตยและใช้รัฐธรรมนูญปี ๔๐

แต่อยากฝากถึงผู้ชุมนุมว่า มีธง เกือบ ๑๐ อัน ที่เหลาปลายแหลม มันดูเป็นอาวุธที่น่ากลัว แต่ส่วนมากอีกนับพันนับหมื่น ไม่ได้เหลาปลายแหลมดูปลอดภัยกว่าค่ะ 
อยากชวนไปลงพื้นที่เป็น สันติอาสาสักขีพยานด้วยกันนะคะ


รายงานสันติอาสาฯ : เทเลือดหน้าบ้านนายก 17 มีค.

วันนี้การ์ดเคลื่อนตัวได้เร็ว สามารถไปกันผู้ชุมนุมและเปิดทางให้รถปราศรัยของแกนนำผ่านเข้าไปได้หน้าอย่างไม่มีปัญหาใด ๆ 
มีเสียงประทัดดังมาเป็นระยะ อาสาสมัครไม่สามารถเห็นได้ว่ามาจากจุดไหน แต่บอกว่าเสียงดังมาก

รายงานสันติอาสา ฯ - เทเลือดหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 16 มีค.

อาสาสมัครที่ตามขบวนผู้ชุมนุมไปด้วยรายงานว่าการเคลื่อนขบวนเป็นไปอย่างเรียบร้อยด 
อาสาสมัครอีกคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ดูโดยรอบเป็นห่วงว่าเสียงจากขบวนทั้งเสียงดนตรีและการปราศรัยนั้นอาจส่งผลต่อผู้คนที่อยู่ระหว่างทางได้

16 มีนาคม 2553

บ่าย การเทเลือดที่ทำเนียบรัฐบาล

การเทเลือดที่หน้าประตูรอบทำเนียบนั้นก็ผ่านไปด้วยดี มีจุดที่น่าปรับปรุงเพื่อเพิ่มความปลอดภัยคือการจัดระเบียบการเคลื่อนขบวน จุดแรกคือ การ์ดเคลื่อนเข้ามาช้ากว่าผู้ชุมนุม ซึ่งการ์ดน่าจะเคลื่อนเข้ามาดูแลพื้นที่ก่อน อีกจุดคือ เมื่อผู้ชุมนุมไปรอจนเต็มบริเวณหน้าสะพานชมัยมรุเชษฐแล้ว รถแกนนำจึงตามมาทีหลังผู้ชุมนุมซึ่งก็เบียดเสียดกันอยู่แล้ว เมื่อรถเคลื่อนเข้ามาจึงมีการเบียดเสียดกันมากขึ้น จุดนี้น่าจะเปลี่ยนการจัดการเช่น ให้การ์ดเข้ามากันพื้นที่ก่อน เปิดพื้นที่เหลือสำหรับขบวนรถแกนนำ หรือรถแกนนำเคลื่อนมาก่อนผู้ชุมนุม จะช่วยลดการเบียดเสียดยัดเยียดกัน

อีกเรื่องหนึ่งเป็นสิ่งที่เราเห็นตั้งแต่การชุมนุมที่หน้าราบ 11 คือ เรื่องรถปราศรัยเล็ก ที่ไม่ได้มีการประสานกับรถปราศรัยใหญ่ เมื่อวานนี้ขณะที่บริเวณรถแกนนำกำลังเคลียร์ทางเข้าด้านหน้า การ์ดและผู้ชุมนุมพยายามตะโกนให้ผู้ชุมนุมอย่าเบียดเข้าไป ให้ถอยออกเพื่อเปิดทาง รถปราศรัยเล็กที่อยู่ด้านกลับหลังประกาศให้ผู้ชุมนุมดันเข้าไป ๆ เพื่อแสดงพลัง จึงขอเสนออีกครั้งให้มีการประสานงานกันระหว่างรถแกนนำหลักกับรถปราศรัยเล็ก ๆ

สำหรับฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความปลอดภัยหน้าทำเนียบนั้นก็มีรถกระจายเสียงออกมาสื่อสารกับผู้ชุมนุมและแกนนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี อยากจะขอเพิ่มว่าช่วยสื่อสารภาษาอังกฤษกับนักข่าวต่างประเทศด้วย เพราะตอนที่เจ้าหน้าที่บอกผู้ชุมนุมและนักข่าวว่าอย่าปีนเข้าไป เราเห็นว่านักข่าวต่างประเทศหลายคนยังพยายามปีนอยู่ อาจเป็นเพราะฟังภาษาไทยไม่ออก

สันติอาสาสักขีพยาน

สังเกตการณ์การเจาะเลือด

วันที่ 16 มีค. เช้า อาสาสมัครสักขีพยานได้ไปสังเกตการณ์การเจาะเลือดที่สะพานผ่านฟ้า สถานการณ์ที่สะพานผ่านฟ้าเป็นไปอย่างเรียบร้อย ช่วงกลางวันที่เราสังเกตการณ์ บนเวทีกลางมีการปราศรัยที่ไม่เน้นยั่วยุหรือปลุกระดมให้แตกหัก

ขณะที่อาสาสมัครเราสังเกตการณ์อยู่ก็มีผู้ชุมนุมเข้ามาพูดคุยด้วย เราก็ได้อธิบายว่าเราทำหน้าที่อะไร ผู้ชุมนุมก็ชี้แจงให้เราฟังว่าเขามาชุมนุมเพื่ออะไร ซึ่งดูเหมือนเขาจะมีความต้องการอยากให้ผู้คนภายนอกรับรู้และเข้าใจเขา

เราได้ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบจลาจลและทหารที่ประจำการอยู่ เจ้าหน้าที่เองก็พูดคุยด้วยอย่างสบาย ๆ บางคนบอกว่า ถึงไม่เหนื่อย แต่ก็คิดถึงเมียกับลูกเหมือนกัน และว่าไม่หนักใจกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ชุมนุมบางคนก็เข้ามาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

เรายังไปสังเกตการณ์ที่ทางเข้าที่ชุมนุม 2 ทาง พบว่าทางหนึ่งมีการ์ดของผู้ชุมนุมประจำและตำรวจปราบจราจลประจำอยู่ แต่ไม่มีการตรวจอาวุธแต่อย่างใด แต่อีกทางเข้าไม่มีการ์ดแต่อย่างใด เราเข้าไปถามตำรวจคนหนึ่งบอกว่า ตรวจตอนเย็น ๆ ถามการ์ดอีกคนหนึ่ง เธอบอกว่า ตรวจเฉพาะตอนแกนนำสั่ง ซึ่งเราเป็นห่วง เพราะนี่อาจเป็นช่องว่างให้คนที่ไม่หวังดี นำอาวุธเข้าไปในที่ชุมนุมได้ เราจึงขอเสนอให้มีการตรวจอาวุธผู้ที่เข้ามาในที่ชุมนุม และเสนอให้มีการ์ดประจำทุกจุดทางเข้าออก

สันติอาสาสักขีพยาน

Syndicate content